ไปที่เว็บ_พระไตรปิฏกฉบับอ่าน..

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 05


เพื่อนเรียนรู้ : ย่านาง

องดี บ้านเฮา...ชาวอีสาน...จากภูมิปัญญาชาวบ้าน...ช่วยต้านโรคได้หลาย...เด้อ!!
   วันนี้มาลองอ่านบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรแบบชาวบ้าน...ดูนะคะเผื่อได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพร่างกายของเราบ้าง.....ใครอยากห่างไกลยา และห่างไกลหมอ....เชิญทางนี้เลยค่ะ....
ย่านางเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยามาตั้งแต่โบราณหมอยาโบราณภาคอีสาน เรียกชื่อยาของย่านางว่า “หมื่นปีไม่แก่”    พบความมหัศจรรย์ของย่านางครั้งแรก เมื่อคุณแม่ของเขาคนหนึ่งตกเลือดจากมดลูกอย่างรุนแรง หลังจากที่เขาตัดสินใจใช้ย่านาง เป็นสมุนไพรหลักในการบำบัดอาการของคุณแม่ก็ทุเลาอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน เลือดหยุดไหล เมื่อใช้ย่านางอีกบำบัดต่อเนื่องอีก 3 เดือนต่อมา มดลูกที่โต 16 เซนติเมตรก็ยุบลงเหลือเท่าขนาดปกติ คือเท่าผลชมพู่ ผิวมดลูกที่ขรุขระเหมือนหนังคางคกก็หายไป อาการตกขาวก็หายไปด้วย

ต่อมาเขาทดลองใช้ย่านางกับผู้ป่วยมะเร็งตับ ผู้ป่วยก็อาการดีขึ้น เมื่อครบ 3 เดือนไปตรวจอัลตราซาวด์ พบว่ามะเร็งฝ่อลง จากนั้นก็ทดลองกับผู้ป่วยโรคเกาต์ให้ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง 3 เดือน อาการปวดข้อก็หายไป ไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่พบโรคเกาต์ ซึ่งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน บอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ได้ทดลองกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลังจากดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตได้ หลังจากนั้นเขาได้ข้อมูลจากคนแก่อายุ 77 ปีคนหนึ่งที่ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่องกัน 1 เดือน พบว่าผมที่เคยขาวกลับเปลี่ยนเป็นสีเทา และมีสีดำแซม ลูกสาวของคนแก่ดังกล่าวเป็นเชื้อราทำลายเล็บ รักษาด้วยการทาและกินยาแผนปัจจุบันไม่หาย พอดื่มน้ำย่านางได้ 10 วัน ก็ทุเลาอย่างรวดเร็ว

เขาได้ทดลองให้น้ำย่านางกับผู้ป่วยอีกหลายโรคหลายอาการไม่ว่าเป็นอาการไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตุ่มผื่นคัน และอาการอื่นๆ ก็พบว่าอาการทุเลาอย่างรวดเร็ว เขาได้ข้อมูลจากผู้ป่วยหลายคนที่นำย่านางไปใช้บำบัดรักษาโรคพบว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายที่รักษายาก หรือโรคที่รักษาง่ายหลายโรคหลายอาการย่านางสามารถบำบัดรักษาให้ทุเลาเบาบางหรือหายได้  ดังนั้น เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับย่านาง เผื่อว่าย่านางอาจจะเป็นส่วนที่ช่วยบำบัด บรรเทาทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บของญาติพี่น้องของเพื่อนร่วมโลกได้บ้าง

ประสบการณ์การใช้ตามแนวธรรมชาติ 
จากประสบการณ์คนที่ได้ใช้ใบย่านางกับผู้ป่วยพบว่า ใบย่านางมีฤทธิ์เย็น จึงใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน พบว่าใบย่านางเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในการป้องกันคุ้มครองรักษา และฟื้นฟูเซลล์ร่างกายของคนในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จะมีภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป อันเนื่องมาจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเครียดสูง มักถูกบีบคั้น กดดันจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ให้ต้องแก่งแย่งแข่งขัน เร่งรีบ เร่งร้อน สิ่งแวดล้อมถูกทำลายก็มีมลพิษมากขึ้น ต้นไม้ที่ให้ออกซิเจน ร่มเย็น ให้ความชุ่มชื้นก็ถูกทำลายจนเหลือน้อย โลกจึงร้อนขึ้น อาหารและเครื่องดื่มปนเปื้อนสารเคมีมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเริ่มผลิตทางการเกษตร ที่ใช้สารเคมีกันอย่างมากมายจนถึงการปรุงอาหาร ผู้คนอยู่กับเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยหลัก ที่ทำให้คนเจ็บป่วยด้วยภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป

สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับเมื่อ 30-50 ปีที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความเครียด วิถีชีวิตเรียบง่าย สงบ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนคนยุคนี้ สิ่งแวดล้อมมีมลพิษน้อย ป่าไม้ก็มีมาก แม่น้ำลำธารใสสะอาด อาหารการกินไม่มีสารเคมีเจือปน ตั้งแต่กระบวนการผลิตทางการเกษตร จนถึงกระบวนการปรุงอาหารก็ไร้สารพิษ ปรุงแต่งน้อย รสไม่จัดจ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ค่อยมี ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนั้น จึงมักมีภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินไป
อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป ซึ่งสามารถใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาได้ มีดังต่อไปนี้
1.     ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว ขี้ตาข้น เหนียว หรือไม่ค่อยมีขี้ตา
2.     มีสิว ฝ้า
3.     มีตุ่ม แผล ออกร้อนในช่องปาก เหงือกอักเสบ
4.     นอนกรน ปากคอแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
5.     ผมหงอกก่อนวัย รูขุมขน ขยายโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก คอ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง
6.     ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
7.     มีเส้นเลือดขอดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนัง มีรอยจ้ำเขียว  คล้ำ
8.    ปวดบวมแดงร้อนตามร่างกายหรือตามข้อ
9.    กล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดเจ็บ เป็นตะคริวบ่อยๆ
10.  ผิวหนังผิดปกติคล้ายรอยไหม้ เกิดฝีหนอง น้ำเหลืองเสียตามร่างกาย
11.  ตกกระสีน้ำตาลหรือสีดำตามร่างกาย
12.  ท้องผูก อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายขี้แพะ บางครั้ง มีท้องเสียแทรก
13.  ปัสสาวะมีปริมาณน้อย สีเข้ม ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ถ้าเป็นมากๆ จะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ หรือมีเลือดปนออกมาด้วย มักมีปัสสาวะช่วงเที่ยงคืนถึงตี 2 (คนที่ร่างกายปกติ สมดุล จะไม่ตื่นปัสสาวะกลางดึก)
14.   ออกร้อนท้อง แสบท้อง บางครังมีอาการ ท้องอืดร่วมด้วย
15.   มีผื่นที่ผิวหนัง ปื้นแดงคัน หรือมีตุ่มใสคัน
16.   เป็นเริม งูสวัด
17.   หายใจร้อน เสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว บางทีเสมหะพันคอ
18.   โดยสารยานยนต์ มักอ่อนเพลียและหลับขณะเดินทาง
19.   เลือดกำเดาออก
20.   มักง่วงนอน หลังกินข้าวอิ่มใหม่ๆ
21.   เป็นมากจะยกแขนขึ้นไม่สุด ไหล่ติด
22.   เล็บมือ เล็บเท้า ขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย มีสีน้ำตาลหรือดำคล้ำ อักเสบ บวมแดงที่โคนเล็บ
23.   หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน บ้านหมุน คลื่นไส้ มักแสดงอาการเมื่ออยู่ในที่อับ หรืออากาศร้อนหรือเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกิน หรือทำงานเกินกำลัง
24.   เจ็บเหมือนมีเข็มแทงหรือไฟช็อต หรือร้อนเหมือนไฟเผา
25.   อ่อนล้า อ่อนเพลีย แม้นอนพักก็ไม่หาย
26.   รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก
27.   เจ็บปลายลิ้น แสดงว่าหัวใจร้อนมากถ้าเป็นมากจะเจ็บแปลบที่หน้าอก และอาจร้าวไปที่แขน
28.   เจ็บคอ เสียงแหบ คอแห้ง
29.   หิวมาก หิวบ่อย หูอื้อ ตาลาย ลมออกหู หูตึง
30.   ส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า  ออกร้อน บางครั้งเหมือนไฟช็อต
31.   เกร็ง ชัก
32.   โรคที่เกิดจากสมดุลแบบร้อนเกินไป ได้แก่ โรคหัวใจ เป็นหวัดร้อน ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวาย นิ่วไต นิ่วกระเพาะปัสสาวะ นิ่วถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต โรคเกาต์ ความดันสูง เบาหวาน เนื้องอก มะเร็ง พิษของแมลงสัตว์กัดต่อย

วิธีใช้
ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกินไป ดังนี้
1.   เด็กใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว (200-600 ซีซี.)
2.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
3.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
4.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วนถึงตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น  (แต่การปั่นในเครื่องใช้ไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำงายความเย็นของใบย่านาง) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ ½-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำเปล่า ในอุณหภูมิห้องปกติ ควรดื่มภายใน 4 ชั่วโมง หลังจากทำน้ำใบย่านาง เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม จะทำให้เกิด ภาวะร้อนเกินไป แต่ถ้าแช่ในน้ำแข็งหรือตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตที่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเป็นหลัก
5.   การทำน้ำย่านางอาจผสมน้ำมะพร้าว หรือน้ำเล็กน้อย เพื่อผลทางยาหรือช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น
6.   บางคนเป็นโรคหรือมีอาการหนักมาก บางครั้งย่านางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทุเลาได้ ให้ใช้พืชฤทธิ์เย็นที่นำมาช่วยเสริม โดยนำมาขยี้ โขลกหรือปั่นรวมกับย่านาง พืชฤทธิ์เย็นที่นำมาเสริมฤทธิ์ย่านางที่มีประสิทธิภาพดีได้แก่ ใบอ่อมแซ่บ 1 กำมือ ใบเตย 1-3 ใบ ผักบุ้ง 5-10 ต้น บัวบก 1 กำมือ เสลดพังพอนตัวเมีย 5-10 ยอด (1 ยอด ยาว 1 คืบ) ใบตำลึงแก่ 1 กำมือ หญ้าปักกิ่ง 1-3 ต้น ว่านกาบหอย 3-5 ใบ เป็นต้น โดยนำมาเสริมเท่าที่จะหาได้ พืชชนิดใดที่หาไม่ได้ก็ไม่ต้องใช้  และถ้าพืชชนิดใดไม่ถูกกับผู้ที่จะดื่มก็ไม่ต้องมาผสม อาการของพืชที่ไม่ถูกกับร่างกาย คือ เมื่อรับประทานหรือสัมผัสพืชนั้นจะระคายคอ หรือมีอาการไม่สบายบางอย่าง พอผสมกันหลายอย่าง ก็รับประทานได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ แต่บางคนแม้ผสมกันหลายอย่าง ก็ยังแสดงอาการผิดปกติอยู่ ก็ให้งดใช้พืชชนิดนั้นเสีย
7.   บางคนไม่ชินกับการรับประทานสด ก็สามารถผ่านไฟอุ่นหรือเดือดได้ไม่เกิน 5 นาที โดยตรวจสอบร่างกายของตนเองว่า ระหว่างรับประทานสดกับผ่านไฟ อย่างไหนรู้สึกสดชื่น สบายหรืออาการทุเลาได้มากกว่าก็ใช้วิธีนั้น
8.   คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ให้ดื่มน้ำย่านางหรือสมุนไพรรวมฤทธิ์เย็นกับกล้วยดิบและขมิ้น โดยใช้กล้วยดิบทั้งเปลือก 1 ลูก แบ่งเป็น 3 ส่วน เท่าๆ กัน นำกล้วยดิบและขมิ้นอย่างละ 1 ชิ้น (ต่อครั้ง) โขลกให้ละเอียด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืน พร้อมดื่มน้ำย่านาง หรือสมุนไพรรวมฤทธิ์เย็น วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่ถ้ามีอาการออกร้อนท้องร่วมด้วยให้งดขมิ้น สำหรับกล้วยดิบ หรือขมิ้นอาจใช้เป็นลูกกลอกหรือแคปซูลก็ได้ ใช้กล้วยดิบครั้งละ 3-5 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร ส่วนขมิ้นใช้ครั้งละ 1-3 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร
9.   สำหรับคนที่มีอาการท้องเสีย ให้ใช้ย่านางปริมาณที่เหมาะสมกับบุคคลดังที่นำเสนอข้างต้น ขยี้กับใบฝรั่งแก่ 3-5 ใบ หรือใบทับทิมครครึ่ง – 1 กำมือ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว ดื่มก่อนอาหาร ครั้งละครึ่ง – 1 แก้ว หรือดื่มบ่อยจนกว่าจะหายท้องเสีย ย่านางสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องเสีย อีกสูตรหนึ่งที่ได้ผลดีมากคือ ดื่มน้ำย่านาง หรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ควบคู่กับสมุนไพรต้ม คือเอาเปลือกสะเดา (ส่วนที่มีรสฝาดขมกึ่งกลางระหว่างเปลือกแข็งนอกสุดและแก่น) ยาว 1 คืบของผู้ป่วย กว้าง 1-2 เซนติเมตร เปลือกมังคุดสดหรือตากแห้ง 1-3 ลูก ใบฝรั่งแก่ 3-5 ใบ ทั้งสามอย่าง รวมกัน ต้มใส่น้ำ 3-5 แก้ว เดือด 5-10 นาที แล้วผสมน้ำตาล 3-5 ช้อนโต๊ะ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือจิบเรื่อยๆ จนกว่าอาการท้องเสียจะหาย
10.   การใช้น้ำย่านางกับภายนอกร่างกาย
             10.1   ใช้น้ำย่านางหรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นเจือจางกับน้ำเปล่าใช้เช็ดตัวลดไข้ได้อย่างดี หรือใช้ผ้าชุบวางบริเวณที่ปวดออกร้อน ช่วยลดความร้อนของร่างกายและผิวหนัง
             10.2   ผสมน้ำยาสระผม ใช้สระผมได้อย่างดี ช่วยให้ศรีษะเย็น ผมดกดำหรือชะลอผมหงอก
             10.3   ใช้ย่านางหรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ผสมดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากให้เหลวพอประมาณ ทาสิว ฝ้า ตุ่ม ผื่น คัน พอกฝีหนัง จะช่วยถอนพิษและแก้อักเสบได้
11.   การประเมินว่า ปริมาณหรือความเข้มข้นพอเหมาะที่จะดื่มหรือไม่
             11.1   ขณะที่ดื่มเข้าไป จะกลืนง่ายไม่ฝืดฝืน ไม่ระคายคอ
             11.2   อาการไม่สบายทุเลาลง ปากคอชุ่ม ร่างกายสดชื่น
             11.3   ถ้าดื่มน้อยไป อาการก็ไม่ทุเลา ถ้าดื่มมากไปก็จะเกิดอาการไม่สบายบางอย่าง หรือในขณะดื่มจะรู้สึกได้ว่าร่างกายจะมีสภาพต้านบางอย่างเกิดขึ้น
12.   สำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้รับประทานผักสด ร่างกายก็จะขาดวิตามินและคลอโรฟิล ในใบย่านางมีวิตามิน คลอโรฟิลคุณภาพดี มีพลังสด พลังชีวิตประสิทธิภาพสูง ในการปกป้อง คุ้มครองและฟื้นฟูเซลล์ของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

หมายเหตุ
1. หลายครั้งที่การดื่มสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ก็ควรจะทำอย่างอื่นเสริมในการปรับสมดุลร้อนหรือเย็นของร่างกายด้วย จะทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพยิ่งขึ้น เช่น การปรับสมดุลด้านอิทธิบาท อารมณ์ อาหาร การออกกำลังกาย อากาศ เอนกายและเอาพิษออก ซึ่งรายละเอียดของการปรับสมดุลร้อน-เย็น ไม่สมดุล โดยใจเพชร มีทรัพย์ (หมอเขียว)
2. ถ้าไม่มีย่านางหรือร่างกายไม่ถูกกับย่านาง ก็สามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นตัวอื่น ๆ แทนได้

ตัวอย่าง ประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ใช้ใบย่านางแก้ไขปัญหาสุขภาพ จนมีผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาเบาบางลง
1.   นางครั่ง มีทรัพย์ อายุ 53 ปี 28 หมู่ 7 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นเนื้องอกที่มดลูก มดลูกโต ตกเลือด มึนชา ปวดตามร่างกาย ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน อาการทุเลาตามลำดับ หลังจากปฏิบัติได้ 3 เดือน อาการดังกล่าวหายไป
2.   นางสมนึก ห้องแซง อายุ 67 ปี 51/386 หมู่ 1 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เป็นมะเร็งปอด ดื่มน้ำย่านาง พร้อมปรับสมดุลร้อน-เย็น ภายใน 3 เดือนผ่านไป  อาการทุเลาลงมาก ไปทำอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนมะเร็งฝ่อลง
3.   นางทองจีน ยิ้มใส่ อายุ 45 ปี 109 หมู่ 10 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นมะเร็งตับ ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 3 เดือนผ่านไป อาการทุเลาตามลำดับลงมาก ไปทำอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนมะเร็งฝ่อลง
4.   นางผัน ถนอมบุญ อายุ 45 ปี 109 หมู่ 10 ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นมะเร็งมดลูก ดื่มน้ำย่านาพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกินได้ 2 สัปดาห์ อาการทุเลาลงมาก พอได้ 2 เดือน ไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่พบเซลล์มะเร็ง
5.   นางสาวสงัด สีน้ำเงิน อายุ 58 ปี 442 หมู่ 1 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรคหัวใจ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอกที่เต้านม ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 เดือน อาการทุเลาตามลำดับลงมาก เนื้องอกที่เต้านมยุบไป
6.   ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ของโรงพยาบาลอำนาจเจริญ จำนวน 40 คน มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกสวนส่างฝัน หลักสูตร 3 วัน มีการดื่มน้ำย่านาง กายบริหาร กินอาหารพืชผักผลไม้ไร้สารพิษโดยปรุงแต่งอาหารให้มีฤทธิ์เย็น มีการตรวจเลือดและตรวจร่างกายก่อนและหลังเข้าค่าย พบว่าผู้ป่วยมีค่าน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตลดลง สมรรถภาพร่างกายก็โปร่ง โล่ง สดชื่น
7.   ท่านสมณะเด่นธรรม ธรรมรักขิตโต อายุ 62 ปี พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ เป็นภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะทุกวันเป็นมา 10 ปี หลังดื่มน้ำย่านางแลปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 สัปดาห์ อาการไม่สบายทั้งหมดทุเลาลงมาก
8.   นายเพื่อนพืช หมื่นยุทธ์ อายุ 28 ปี พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ เหงือกอักเสบอย่างรุนแรง  และเรื้อรังมา 4 ปี จนเคี้ยวอาหารปกติไม่ได้ ถึงขั้นต้องปั่นข้าวกิน หมอนัดผ่าตัด กำลังรอคิว กินน้ำย่านางและปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกินที่ศูนย์ฝึกสวนส่างฝันได้ 10 วัน อาการทุเลาลง 80% จึงทำให้ไม่ต้องผ่าตัด
9.   นายบุญชู คงสมจิตร อายุ 78 ปี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 มีอาการอัมพฤกษ์ ลุกนั่งไม่ได้ พลิกตัวไม่ได้ กระดิกแขนขาได้เล็กน้อย แขนขาอ่อนแรง  ก่อนหน้านั้นมีอาการร้อนใน ปัสสาวาน้อยและบ่อย สีเข้ม ปัสสาวะกลางคืน 8-9 ครั้ง ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสามตาแดง ตาแห้ง ไข้ขึ้นบ่อย ท้องผูกบ่อย คอแห้ง ผิวตกกระเป็นจ้ำๆ เป็นเรื้อรังมา 5 ปี หลังจากที่กินน้ำย่านางผสมอ่อมแซบใบเตย หญ้าปักกิ่ง ว่านกาบหอย ผักบุ้ง เสลดพังพอน และบัวบก พร้อมปฏิบัติตัวแก้ภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน 1 สัปดาห์ ผ่านไป แขนขาเริ่มมีกำลัง ผ่านไป 3 สัปดาห์ ลุกนั่งเองได้ 4 สัปดาห์ สามารถลุกเดินได้ อาการไข้หายไป ไม่มีท้องผูก ปากคอชุ่ม ผิวจ้ำดำคล้ำหายไป
10.   นางสาวหล่า โมงขุนทด อายุ 67 ปี พุทธสถานสีมาอโศก 254 หมู่ 5 ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเริมและงูสวัดมา 1 เดือน กินน้ำย่านางและปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 สัปดาห์ อาการปวดแสบ ร้อนคันและตุ่มจากเริม งูสวัดหายไป
11.   นักเรียนสัมมาสิกขาสังฆสถานหินผาฝ้าน้ำ จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 20 คน มีอาการท้องเสียพร้อมกันจากอาหารเป็นพิษ เมื่อขยี้ใบย่านางกับใบฝรั่งแก่ในน้ำสะอาดให้ดื่ม อาการก็ทุเลาและหายไป ภายใน 1-2 วัน
12.   นายคนอง ดวงจิตต์ อายุ 15 ปี นักเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก เป็นตุ่มผื่นคันที่แขน ดื่มน้ำย่านาง และเอาน้ำย่านางผสมปูนเครี้ยวหมากทา อาการทุเลาลง วันรุ่งขึ้น ตุ่มคันยุบหายไป
13.   นางสาวเศษฝัน ดวงมณี อายุ 28 ปี ปฏิบัติการศูนย์ฝึกสวนส่างฝัน เป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลาลง วันรุ่งขึ้นก็หายเป็นปกติ
14.   ตัวผู้เขียนเองปวดท้องเฉียบพลัน เป็นประมาณ 1 ชั่วโมง พอดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลาลง และหายภายใน 5 นาที
15.   นางอัมพร ทองด้วง อายุประมาณ 40 ปี 149 หมุ่ 12 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร มีอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ เป็นมา 1 ปีเศษ รักษาที่คลินิกและโรงพยาบาลหลายแห่งก็ไม่หาย เมื่อดื่มน้ำย่านางผสมใบเตยและผักบุ้ง อาการทุเลาอย่างมากภายใน 3 วัน ดื่มต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ ก็หายขาด
16.   นางสมัย เนากำแพง อายุ 42 ปี 196 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นไตอักเสบเรื้อรังมา 5 ปี เมื่อดื่มน้ำย่านางและปฏิบัติตัว แก้ภาวะร้อนเกินได้ 7 วัน อาการทุเลาจนเป็นปกติ
17.   นายดาว เนากำแพง อายุ 45 ปี 196 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นอนกรนเป็นประจำ พอดื่มน้ำย่านางพร้อมกับรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น อาการก็หายไปภายใน 1 สัปดาห์
18.   ชาวไร่อ้อยคนหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจากตัดอ้อยจำนวนหลายไร่ มีอาการปวดชาที่แขน กินยาแผนปัจจุบันติดต่อเป็นเดือนก็ไม่ทุเลา พอดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลา จนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์
19.   คุณตู่ เจ้าของร้านอานนท์ประดับยนต์ 344/1 หมู่ 5 ถนนศรีษะเกศ-ขุขันธ์ ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีษะเกษ เล็บมือผุ ถูกทำลายลุกลามไปครึ่งเล็บ ไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าเป็นเชื้อรา ให้ยามารับประทานพร้อมยาทา เป็นเวลา 16 ปี อาการก็ไม่ทุเลา จึงหยุดยาแผนปัจจุบัน ทดลองดื่มน้ำย่านางได้ 15 วันอาการเริ่มทุเลา ดื่มได้ 1 เดือน อาการดีขึ้น จนเกือบเป็นปกติ
20.   นางจำปา สุวะไกร อายุ 33 ปี 106 หมู่ 5 ตำบลคึมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นโรคกะเพาะอาหาร-ลำไส้อักเสบ ไขมันพอกตับและตกขาวเรื้อรัง กินยาแผนปัจจุบัน อาการไม่ทุเลา เมื่อดื่มน้ำย่านาง กินหญ้าปักกิ่ง กล้วยดิบและขมิ้น และกินอาหารฤทธิ์เย็นสวนล้างลำไส้ใหญ่ อาการทุเลาภายใน 5 วัน เมื่อทำต่อเนื่องอาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น จนได้ 2 ปี ไปตรวจที่โรงพยาบาล ไม่พบไขมันพอกตับ
ยังมีกรณีตัวอย่างอีกมากมายที่ใช้ย่านางในการบำบัดรักษาสุขภาพ ซึ่งไม่สามารถนำเสนอได้หมดในที่นี้
   ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทดลองใช้ย่านาง พืชสมุนไพรมหัศจรรย์ไทย ด้วยตัวของท่านเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้ จะพอเป็นประโยชน์ต่อญาติพี่น้อง ผองเพื่อนร่วมโลกทุกๆ ท่าน

ย่านางวงศ์ MENISPERMACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels
ชื่อพื้นเมือง
ภาคกลาง        เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี
เชียงใหม่        จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง
ภาคใต้            ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ
สุราษฎร์ธานี   ยาดนาง, วันยอ
ภาคอีสาน       ย่านาง
ไม่ระบุถิ่น        เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว, เครือเขางาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น เป็นไม้เถาว์เลื้อย เกี่ยวพันไม้อื่น เป็นเถาว์กลมๆ ขนาดเล็ก แต่เหนียว มีสีเขียว เมื่อเถาว์แก่จะมีสีเข้ม บริเวณเถาว์มีข้อห่างๆ เถาอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ
ราก มีหัวใต้ดิน รากมีขนาดใหญ่
ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบพริกไทย ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย  ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ในภาคใต้ใบค่อนข้างเรียวยาวแหลมกว่า สีเขียวเข้ม หน้าและหลังใบเป็นมัน
ดอก ออกตามซอกใบ ซอกโคนก้าน จากข้อเถาว์แก่เป็นช่อยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่งๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลีอง 3-5 ดอก ออกดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ขนาดโตกว่าเมล็ดงาเล็กน้อย ต้นเพศผู้จะมีดออกสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยของต้นเพศผู้จะมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้นๆ ละเอียด ปกคลุมหนาแน่น ออกดอกช่วงเดือนเมษายน
ผลรูปร่างกลมเล็ก ขนาดเท่าผลมะแว้ง สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดง หรือสีแดงสด และกลายเป็นสีดำในที่สุด
เมล็ด เมล็ดแข็งรูปเกือกม้า
แหล่งที่พบ ย่านางเป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติ ป่าทั่วไปที่มีความชุ่มชื้น บริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่นๆ ก็มีกระจายทั่วไป
การปลูกและขยายพันธุ์
ย่านางเป็นพืชที่ขึ้นในดินทุกชนิด และปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยการใช้หัวใต้ดิน เถาว์แก่ที่ติดหัว ปักชำยอด หรือการเพาะเมล็ด เป็นไม้ที่ปลูกง่ายโดยปลูกเป็นหลุมหรือยกร่องก็ได้

ประโยชน์ทางยาสารเคมีที่สำคัญ
รากย่านางมี isoquinolone alkaloid ได้แก่ Tiliacorine, Tiliacorinine, Nortiliacorinine A, Tiliacotinine 2-N-oxde และ tiliandrine, tetraandrine, D-isochondendrine (isberberine)
การทดลองทางห้องปฏิบัติการ
จากการทดลองพบว่าสารสกัดจากรากย่านางมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียชนิด ฟัลซิพารัมในหลอดทดลอง

ใบ รสจืดขม รับประทาน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้หัว ไข้กลับซ้ำ ใช้เข้ายาเขียว ทำยาพอก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง กวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดงเถา
ราก  รสจืดขม กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้ ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้พิษ ไข้ผิดสำแดง ไข้เหนือ ไข้หัวจำพวกเหือดหัด สุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ รับประทานแก้พิษเมาเบื่อแก้เมสุรา แก้พิษภายในให้ตกสิ้น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้โรคหัวใจบวม ถอนพิษผิดสำแดง แก่ไม่ผูก ไม่ถ่าย แก้กำเดา แก้ลม
ทั้งต้น ปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ
1.   แก้ไข้
ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้งละ ½ แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา
2.   แก้ป่วง (ปวดท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)
ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ ½-1 แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย
3.   ถอนพิษเบื่อเมาในอาหาร เช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือและน้ำตาลเล็กน้อยพอดื่มง่ายให้หมดทั้งแก้ว ทำให้อาเจียนออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น
4.   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ ½ แก้ว
การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน
1.   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น
2.   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย
3.   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ

รสและคุณค่าทางโภชนาการ
ใบย่านางรสจืด
คุณค่าทางโภชนาการ ข้อมูลจากหนังสือ  Thai Food Composition Institute of Nutrition, Mahidol University (สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล) พบว่า ปริมาณสารสำคัญที่มีมากและโดดเด่นในใบย่านาง คือ ไฟเบอร์ แคลเซี่ยม เหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ

ใบย่านาง 100 กรัม ให้คุณค่าโภชนาการดังนี้
     พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่
     เส้นใย 7.9 กรัม
     แคลเซี่นม 155 มิลลิกรัม
     ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
     เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
     วิตามินเอ 30625 IU
     วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
     วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
     ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
     วิตามินซี 141 มิลลิกรัม
     หรือโปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์
     ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์
     โพแทสเซี่ยม 1.29 เปอร์เซนต์
     แคลเซี่ยม 1.42 เปอร์เซนต์
     ADF 33.7 เปอร์เซนต์
     NDF 46.8 เปอร์เซนต์
     DMD 62.0 เปอร์เซนต์
     แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์

ประโยชน์ทางอาหาร
ย่านาง มีทุกฤดูกาล ให้ยอดมากในฤดูฝน และให้ผลในฤดูแล้ง
ส่วนที่กินและการปรุงอาหาร
คนไทยนิยมใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำปรุงอาหารต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ (ย่านางสามารถต้านพิษกรดยูริกในหน่อไม้ได้) แกงอ่อม แกงเห็ด หรือขยี้ใบสดกับหมาน้อย  รับประทานถอนพิษร้อนต่างๆ

ภาคอีสาน
เถาว์และใบของย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส ใช้แต่งสีเขียวในอาหารคาว และช่วยทำให้น้ำแกงข้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารต่างๆ ดังนี้
1.   เถาว์ ใบอ่อน ใบแก่ ตำ คั้นเอาน้ำสีเขียว นำไปต้มกับหน่อไม้ ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงต้มเปรอะ เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดรสขม ของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวานอร่อย
2.   นำไปแกงกับยอดหวาย
3.   นำไปแกงกับขี้เหล็ก
4.   นำไปใส่แกงขนุน แกงผักอีลอก
5.   นำไปอ่อมและหมก
ข้อควรระวัง (ขลำ) ต้องทำให้สุก
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนอีสานไม่มีข้อห้ามในการกินหน่อไม้ในคนที่สูงอายุ ซึ่งแตกต่างจากทางภาคอื่นๆ  ที่มีข้อห้ามในการบริโภคหน่อไม้ เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเชื่อกันว่าหน่อไม้มีผลทำให้ปวดข้อ แต่คนอีสานมีวัฒนธรรมการกินหน่อไม้คู่กับย่านางเสมอ จึงไม่มีปัญหาเหมือนการกินหน่อไม้ของภาคอื่นๆ

ภาคใต้1.   ใช้ยอด ใบเพสลาด (ไม้อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง ผัด แกงกะทิ
2.   ผลสุก ใช้กินเล่น

ภาคเหนือ1.   ยอดอ่อน นำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
2.   ยอดอ่อน ใบแก่ คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นเมือง เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ
1.   น้ำสีเขียวจากใบย่านางนำไปใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย
2.   ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น กระบือ
3.   เถาว์ มีความเหนียว ใช้มัดสัมภาระได้

ตัวอย่างสูตรอาหารจากใบย่านาง   ซุบหน่อไม้
เครื่องปรุง
หน่อไม้รวกขูดเป็นเส้นฝอย   300   กรัม
ใบย่านาง         20   ใบ
น้ำคั้นจากใบย่านาง      2   ถ้วย
น้ำปลาร้าเจ         ½   ถ้วย
เกลือ            ½   ช้อนชา
ซีอิ้ว            1   ช้อนโต๊ะ
มะนาว            2-3   ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่งซอย         2   ต้น
ต้นหอมซอย         2   ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่เด็ดเป็นใบ   ½   ถ้วย
งาขาวคั่ว         1   ช้อนชา
พริกป่น         1   ช้อนชา
ข้าวเหนียว         1   ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ 
1.   นำหน่อไม่สดมาเผาไฟให้สุก ลอกกาบที่ไหม้ไฟออกและล้างให้สะอาด นำหน่อไม้มาขูดด้วยมีดหรือส้อมทำให้เป็นเส้นยาวๆ
2.   นำใบย่านางล้างให้สะอาด โขลกและนำมาคั้นกรองเอาน้ำที่ข้น 2 ถ้วย
3.   นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำสักครู่มาโขลกให้ละเอียด
4.   นำเครื่องปรุงที่เตรียมจากข้อ 1-3 ใส่ในหม้อ คนให้เข้ากันยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดสักครู่ใส่น้ำปลาร้าเจ เกลือ ซีอิ้ว ยกลงและทิ้งไว้ให้หายร้อนหรือขณะยังอุ่นอยู่

5.   ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว พริกป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยหน้าด้วยงาคั่ว ต้นหอม ผักชีฝรั่ง ใบสะระแหน่ รับประทานกับผักสด
 ............เป็นไงบ้างคะ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยคะ..? ทำให้เราห่างไกลยา และหมอได้ โดยไม่เสียตังค์...แถมชลอความชราด้วยนะคะ ทีนี้ก็...มาลองดื่มน้ำย่านางกันได้แล้ว....สำหรับผู้ที่เคยดื่มแล้วก็คงรู้แล้วว่าเยี่ยมแค่ไหน? สดชื่นอย่างไร?
ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยก็มาลองหัดดื่ม...ทีละน้อยๆก่อน..เดี๋ยวก็ชินลิ้นเอง..ลองดูนะคะ..( ที่มา..www.2how.com )
  .......ด้วยรักและห่วงใย......
ครูรัชนี เจออะไรที่ดีๆเป็นไม่ได้ ไม่วายคิดถึงและเป็นห่วงเพื่อนครูทุกท่าน จึงได้นำความรู้นี้มาฝาก..เพื่ออ่าน..เพื่อปฏิบัติต่อตนเอง
ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 
โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพร่างกายของเราที่มีคนละหนึ่งเดียวเท่านั้น!!    
.................................................................................................................................. 
  บ้านคนรักสุนทราภรณ์  
 

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 04


สมอไทย (
Myrobalan Wood, Chebulic Myrobalans)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

สมอไทยเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตอนใต้ของเรานี้เอง  โดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งจะพบเห็นขึ้นอยู่มาก สมอไทยนำมาผลมาบดให้ละเอียดใช้โรยแผลที่เรื้อรัง
ผลอ่อนสมอไทย ใช้เป็นยาระบายได้ดี
ผลแก่สมอไทย เป็นยาสมานแผล แก้จุกเสียด แก้เจ็บคอ ขับน้ำเหลืองที่เสียและเป็นยาเจริญอาหาร
เปลือกสมอไทย เป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลือง

คุณค่าทางอาหาร

สมอไทยนอกจากจะนำมาเป็นยาสมุนไพรแล้ว เรายังนำมาเป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้รวมได้อีกด้วย โดยนำเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อนำมาปั่นรวมกับผลไม้อื่น
แคลเซียมในสมอไทยช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ และวิตามินซีสร้างแรงยืดหยุ่นให้ผิวหน้า ป้องกันดรคลักปิดลักเปิด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  53            แคลอรี่
โปรตีน                    85.9         กรัม
ไขมัน                     1.7           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         8.2           กรัม
แคลเซียม                18            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                18            มิลลิกรัม
เหล็ก                       มีน้อยมาก
วิตามินเอ                 500221    หน่วย
วิตามีนบี 2               0.01         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  2.0           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  116          มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
สมอ
สมอช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น แก้พิษปลาปักเป้า
และตะพาบน้ำได้ สมอสดจะช่วยให้มีน้ำลาย
แก้กระหายน้ำ ส่วนน้ำสมอจะช่วยลดอาการของ
โรคในช่องปาก หลอดคอ รวมทั้งอาการเจ็บคอได้

...............................................................................................................................

ส้มโอ (Pummelo)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

สรรพคุณทางยาในส้มโอนั้นมีอยู่มิใช่น้อยเลย ส้มโอนั้นสามารถป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยระบาย บำรุงหัวใจ แก้ไอ และขับเสมหะ
ผลส้มโอ ขับลมในลำไส้ แก้เมาเหล้า เปลือกผลของส้มโอจะช่วยขับเสมหะ จุกแน่นหน้าอก แก้ไส้เลื่อน
ใบส้มโอ นำมาต้มพอกศีรษะแก้ปวดหัว นอกจากนั้นยังเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้ออีกด้วย
ดอกส้มโอ แก้อาการปวดกระบังลม และปวดในกระเพาะอาหาร
เมล็ดส้มโอ ก็มีประโยชน์อยู่มากเช่นกัน แก้ไส้เลื่อน ลำไส้หดตัว แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดท้องน้อยและกระเพาะอาหารได้อย่างมหัศจรรย์

คุณค่าทางอาหาร

ส้มโอนั้นนอกจากจะเป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณอยู่มากแล้ว ยังนำมาประกอบอาหารจานเด็ดมากด้วยคุณค่าได้อีกเช่นกัน
ส้มโอ นำมาผสมกับน้ำเชื่อม ทำลอยแก้ว
ส้มโอ นำมาคั้นทำน้ำผลไม้ดื่มแก้กระหาย
ส้มโอนำมาทำเป็นอาหารหรือกับแกล้มรสเด็ด อย่างเช่น ยำส้มโอ
ส้มโอมีวิตามินและแร่ธาตุช่วยบำรุงร่างกายให้แข้งแรง อาทิ โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, แคลเซียม ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟัน, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ, วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และวิตามินซีที่มีากจะช่วยในการป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันโรคหวัดได้ดี

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  41            แคลอรี่
โปรตีน                    0.5           กรัม
ไขมัน                     0.4           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         8.8           กรัม
เส้นใยอาหาร          0.7           กรัม
แคลเซียม               9              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              21            มิลลิกรัม
เหล็ก                    มีน้อยมาก
วิตามินเอ                 26            หน่วย
วิตามีนบี 1               0.07         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.02         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                0.4           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  60            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
สรรพคุณของส้มโอที่สำคัญ คือ ละลายเสมหะ
แก้ไอ บำรุงกระเพาะ ช่วยย่อย ลดบวม แก้ปวด
สตรีแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน รับประทาน
เปลือกส้มโอต้มดื่มแทนน้ำ

...........................................................................................................
ส้มเช้ง
เนื้อของส้มเช้ง ใช้แก้อาการสตรีเต้านมบวมแดง
ปวดเป็นก้อนแข็ง ทำให้นมไม่สามารถไหลออกได้
มีไข้หนาว ให้เอาส้มเช้งสดคั้นเอาน้ำดื่มกับสุรา
สารสกัดจากเม็ดส้มเช้งใช้รักษาโรคมาลาเรียได้ด้วย

................................................................................
ส้มจีนสรรพคุณทำให้ปอดชุ่มชื้น แก้ไอ ละลายเสมหะ
ทำให้เลือดลมเดินสะดวก แก้กระหาย เหมาะที่จะ
ใช้กับผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคร้อนที่ทำให้น้ำ
และของเหลวในร่างการมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมี
ผลต่อการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
โรคกระเพาะเรื้อรัง อาหารไม่ย่อย

...................................................................................................................................
สับปะรด (Pineapple)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

สรรพคุณทางยาของสับปะรดมีอยู่มากเช่นกัน เพียงแค่รับประทานสับปะรดเข้าไปเพียง 1-2 ชิ้น ก็เหมือนกับได้รับประทานยาช่วยย่อยอาหาร ทำให้ระบบอาหารเป็นปกติ ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสุขภาพอีกด้วย สับปะรดมีคุณสมบัติทางการรักษาโรคดังนี้
ใบสับปะรด  นอกจากจะเป็นยาขับปัสสาวะแล้วยังเป็นยาถ่ายอ่อนๆ ด้วย
เหง้า  เป็นยาขับปัสสาวะ  แก้นิ่ว
เนื้อผล  เป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ
ลำต้นและผล  มีเอนไซม์ย่อยโปรตีน Brome lain ซึ่งใช้เป็นยาลดการอักเสบและบวมจากการถูกกระแทกบาดแผลหรือการผ่าตัดได้

คุณค่าทางอาหาร

ประโยชน์ที่ได้จากสับปะรดโดยตรงคือนำมารับประทานเป็นผลไม้ประจำวัน ปรุงเป็นอาหารคาวได้ เป็นเครื่องเคียงกับอาหารบางประเภท หรือนำมาแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมเป็นสับปะรดกระป๋อง สับปะรดกวน ทำแยมสับปะรด หรือเตรียมเป็นน้ำสับปะรดได้ เป็นเครื่องดื่มก็ได้
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้นำเอนไซม์ที่สกัดจากสับปะรดมาผลิตเป็นยาเม็ด ใช้เป็นยาแก้อักเสบอีกด้วย
สับปะรดราคาไม่แพง คุณค่าทางอาหารก็ได้มาก อาทิ ให้โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา ไม่มีแรงช่วยในการย่อยอาหาร วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดต้นในเส้นเลือด และวิตามินซี ช่วยสมานแผล ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน แก้หวัด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                47            แคลอรี่
โปรตีน                  0.7           กรัม
ไขมัน                   0.3           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         11.6         กรัม
เส้นใยอาหาร          1.2           กรัม
แคลเซียม              4.48         มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              11.34       มิลลิกรัม
เหล็ก                   0.27         มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน          1.83         ไมโครกรัม
วิตามีนบี 1               0.06         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.03         มิลลิกรัม
ไนอะซีน               0.3           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  22            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
สับปะรด
สรรพคุณช่วยย่อยอาหารจำพวกเนื้อ เสริมการดูดซึมอาหาร
ดับร้อนแก้กระหาย ถ้ารับประทานสับปะรดเป็นประจำ จะช่วย
ป้องกันโรคหลอดลมอักเสบ ความดันโลหิตสูง ไตอักเสบ

................................................................................................................................
สาลี่
มีสรรพคุณช่วยย่อย ดับร้อน แก้ไอละลายเสมหะ
รักษาโรคหลอดลมอักเสบ นอกจากนี้ยังฤทธิ์บำรุงกระเพาะ
บำรุงปอดด้วย และลูกสาลี่หั่นเป็นชิ้นบางๆ แช่ในน้ำส้มซีอิ๊ว
รับประทานแก้ดีซ่าน

..............................................................................................................................
หมาก
มีฤทธิ์ในการขับพยาธิได้หลายชนิด เช่น
พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม
ยังใช้แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคติดเชื้อราที่เท้า
มาลาเรีย เปลือกที่ปอกออกมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
แก้อาการบวมน้ำ

.................................................................................................................................
แห้ว
แห้วมีสรรพคุณดับร้อน แก้กระหาย ช่วยย่อยอาหาร
ละลายเสมหะ บำรุงกำลัง ทำให้ตาแจ่มใส แก้อาการคอแห้ง
เจ็บคอ แก้พิษสุรา ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้
รับประทานแห้วสด แก้ริดสีดวงทวารอีกด้วย

.................................................................................................................................
องุ่น (Grap Vine)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

องุ่นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวชุ่ม มีสรรพคุณทางยามากมาย ไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่นกัน
ผล  นำมาต้มน้ำหรือดื่มน้ำรับประทาน หรือแช่เหล้าบำรุงเลือด บำรุงกำลังไต ช่วยให้กระดูกแข็งแรง แก้ไอ เหงื่อออกเนื่องจากหัวใจไม่ปกติ ปวดข้อ หนองใน ตัวบวมช้ำขับปัสสาวะ
ราก  นำรากองุ่นสด หญ้าคา ใบสน ดอกเต้าฮวย รากไชเข่า  รากบัวหลวงอย่างละ 15 กรัม  และเนื้อสัตว์ต้มรับประทานแก้อาเจียนเป็นเลือด หรือนำรากสด 60-90 กรัม ขาหมูบริเวณเล็บ 1 ขา หรือหลีฮื้อ 1-2 ตัว ใส่น้ำพอสมควรต้มใส่น้ำ และใส่หลักอย่างเท่าๆ กัน นอกจากนั้นรากสดขององุ่นยังนำมาตำพอกรักษากระดูกหักได้เช่นกัน
ยอดอ่อน  นำมารวมกับแมลงโล่งโกว ตัดหางออกแล้วตากน้ำค้าง 7 วัน ตากแห้งแล้วนำมาบดผสมเหล้าองุ่นรับประทานแก้ตัวบวม

คุณค่าทางอาหาร

ในองุ่นมีโปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส เกลือแร่ วิตามิน และน้ำตาลกลูโคลส ฟรุกโตส ที่ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เรานำองุ่นมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไวน์ชนิดต่างๆ เช่น ไวน์แดง ไวน์ขาว นำมาตากแห้งเป็นลูกเกด เพื่อใช้แต่งหน้าขนมปังหรือขนมต่างๆ ให้ดูสวยงาม
องุ่นมีน้ำตาลสูง มีวิตามินเอซึ่งช่วยบำรุงสายตา ป้องกันผิวหนัง และวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด เลือดออกตามไรฟัน และยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

น้ำตาล
* วิตามินเอ
วิตามินซี
ฟอสฟอรัส
แคลเซียม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
องุ่นมีสรรพคุณในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ
แก้กระหาย บำรุงกำลัง รากองุ่นสดต้มกับน้ำแก้โรคตับอักเสบ
ดีซ่าน และอาการปวดจากข้ออักเสบ ถ้าดื่มเหล้าองุ่นจำนวน
พอเหมาะเป็นประจำ จะแก้โรคโลหิตจาง เวียนศีรษะ และใจสั่น

..................................................................................................................................
อ้อย
สรรพคุณที่สำคัญของอ้อย คือ ใช้เป็นยาดับร้อน
บำรุงกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร ใช้รักษาโรคอ้วน
ขาดน้ำหล่อเลี้ยง แก้กระหายน้ำ คลื่นไส้อาเจียน
ไอแห้ง ท้องผูก แก้อาการกระสับกระส่ายหลังดื่มสุรา

..................................................................................................................................
แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลมีสรรพคุณเป็นทั้งยาระบาย และโรคท้องร่วง
ทั้งนี้เพราะว่า แอปเปิ้ลมีวิตามินอยู่เป็นจำนวนมาก
และช่วยปรับสมดุลระบบการย่อยอาหาร นอกจากนี้
แอปเปิ้ลยังช่วยลดความดันโลหิตสูง

..................................................................................................................................
บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 



วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 03


มะปราง (
Plum Mango)
มะปราง มีรูปร่างยาวรี มีสีเหลือง รสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มะปรางเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นิยมปลูกกันมากทางภาคใต้

 สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ผลมะปราง ใช้รับประทานเป็นผลไม้
รากมะปราง เป็นยาเย็น ใช้ถอนพิษไข้ต่างๆ
น้ำจากต้นมะปราง ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ
ใบมะปราง ตำใช้พอกแก้ปวดศีรษะ

คุณค่าทางอาหาร

เราสามารถนำมะปรางมาทำเป็นน้ำผลไม้ได้ ซึ่งได้รสชาติที่ดีด้วย
ในผลมะปรางสุกนั้นปรากฏว่ามีวิตามินซีมากมายช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันและโรคหวัด แถมยังมีแคลเซียม ช่วยป้องกันกระดูกและฟัน เปราะหักง่าย วิตามินบี 1 ในมะปรางช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ ป้องกันเหน็บชา และวิตามินบี 2 ช่วยในการทำงานของร่างกายในด้านการเจริญเติบโตที่เป็นปกติ

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  47            แคลอรี่
โปรตีน                    0.4           กรัม
ใยอาหาร                 1.5           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         11.3         กรัม
แคลเซียม               9              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              4              มิลลิกรัม
เหล็ก                    0.3           มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน          230          ไมโครกรัม
วิตามีนบี  1              0.11         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.05         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.5           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  100          มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
..............................................................................................................................................................
มะพร้าว
สรรพคุณที่สำคัญของมะพร้าว คือ ส่วนเนื้อมีฤทธิ์
บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย น้ำมะพร้าวใช้
แก้อาการกระหาย ดับร้อน และยังใช้ขับพยาธิได้ด้วย
รับประทานน้ำมะพร้าวจำนวนพอเหมาะเป็นประจำ
ช่วยแก้โรค หัวใจล้มเหลว บวมน้ำ เปลือกหุ้มรากมะพร้าว
ตากแห้ง แก้โรคคอตีบ ส่วนน้ำมันที่ได้จากกะลามะพร้าว
ใช้เป็นยาทารักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากตามตัว ตามเท้าอีกด้วย

.............................................................................................................................................................
มะเฟือง (Carambola, Star Apple)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

 บรรพบุรุษของเรานำมะเฟืองมาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ มากมายหลายขนาน
ใบมะเฟือง นำใบสดๆ มาตำ ทาเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใส และกลากเกลื้อน นำมาต้มรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้
ผลมะเฟือง นำมาต้มรับประทานเป็นยา แก้บิด อาเจียนเป็นเลือด ขับปัสสาวะ ปวดฟัน นิ่ว และแก้เลือดออกตามไรฟัน
เปลือกลำต้นมะเฟือง  นำมาดื่มแก้อาการเมาเหล้า เมารถ แก้ไข้ ท้องร่วง และแก้พิษยาเสพติดที่ร้ายกาจอย่างเฮโรอีนได้

คุณค่าทางอาหาร

นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงแล้ว ยังจัดเป็นดาวเด่นของวงการผักอีกด้วย
มะเฟืองเป็นผักรสเปรี้ยวนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงกับแหนมเนืองอาหารเวียดนามได้เด็ดมาก
มะเฟืองนำมาทำสลัดหรือปรุงอาหารประเภทไก่ ประเภทปลา หรือนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะเฟืองอัดกระป๋องขาย
มะเฟือง มีวิตามินซีซึ่งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน วิตามินในมะเฟืองสด ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง จับสารก่อมะเร็ง ช่วยทำให้เหงือกแข็งแรง เพิ่มกำลังให้เสปิร์มของผู้ชายและทำให้เรารู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งในอารมณ์ ส่วนวิตามินบี 1 จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา มะเฟืองนี้เราถือว่าเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่งในการบำบัดรักษาโรค สามารถนำมาต้มน้ำดื่มแก้ไข้หวัดใหญ่ ส่วนรากต้มกินแก้ท้องร่วง และผลสามารถนำมาสระผมบำรุงเส้นผมให้เงางาม และขจัดรังแค

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  43            แคลอรี่
โปรตีน                    40.0         กรัม
ไขมัน                     0.1           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         7.8           กรัม
แคลเซียม               9              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              15            มิลลิกรัม
เหล็ก                       0.4           มิลิกรัม
วิตามินเอ                 123          หน่วย
วิตามีนบี 1               0.02         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.17         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.8           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  28            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
ผลมะเฟืองเป็นยาดับร้อน ถอนพิษ ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยง
แก้ไอ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ใบมะเฟืองมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
พอกฝีบวมแดง แก้ปวด ถูกตีฟกช้ำดำเขียว ดอกมะเฟืองต้ม
กับน้ำสามารถถอนพิษของฝิ่นได้

.................................................................................................................................................................
มะไฟ
ใบมะไฟ มีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอ มาลาเรีย และขับปัสสาวะ
ผลเป็นยาช่วยย่อย ละลายเสมหะ รักษาอาการท้องอืด หอบหืด
รากแก้อาการปวดท้อง เม็ดมะไฟใช้เป็นยาแก้ปวด แก้อาการ
ปวดกระเพาะ ใบมะไฟอบแห้งบดละเอียด เติมเหล้าเหลืองประมาณ
พอเหมาะ ต้มไฟอ่อนๆ แก้พิษงู สุนัขบ้ากัด

..................................................................................................................................................................
มะม่วง (Mango)
 มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตที่นิยมบริโภคตลอดปี ไม่ว่าจะบ้านไหน เรือนไหนก็นิยมปลูกกันไว้ในรั้วบ้าน มะม่วงนอกจากจะนำมารับประทานได้หลายรูปแบบแล้วยังเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้เป็นอยางดี ส่วนอื่นๆ ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ อาทิ ใบ ดอก มะม่วง มีวิตามินเอและซีสูง และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีก เรียกได้ว่า มะม่วงลูกหนึ่งมีสารอาหารเกือบครบเลยทีเดียว โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาจหายไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะมะม่วงก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากเหมือนกัน

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

เมล็ดสดๆ มารับประทาน หรือนำมาโรยเกลือ รับประทานเพื่อขับปัสสาวะหรือแก้บวมน้ำ เนื้อในเมล็ดใช้แก้ท้องร่วง
ผลมะม่วง นำมาคั้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะหรือร้อนใน แก้คลื่นไส้ แก้บิดถ่ายเป็นเลือด และใช้เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร
ใบมะม่วง นำมาพอประมาณต้มรับประทานแก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ลำไส้อักเสบ หรือใช้ใบสดๆ ตำพอกบริเวณที่เป็นแผลสด จะเป็นยาสมานแผลสดได้ดีที่เดียว
เปลือกลำต้นมะม่วง ใช้เปลือกสดๆ มาต้มรับประทานเป็นยาแก้โรคคอตีบ เยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ

คุณค่าทางอาหาร

มะม่วงดิบมักออกรสเปรี้ยว เอาไปทำของคาวได้หลายอย่าง ที่เห็นบ่อยมากคือ นำไปจิ้มน้ำพริก ใช้ยำ หรือผสมอาหารที่มีรสเปรี้ยวแทนมะนาว เช่น ยำมะม่วง น้ำพริก ต้มยำ
ในส่วนที่นำไปเป็นของว่างนั้น มะม่วงดิบรับประทานเป็นมะม่วงน้ำปลาหวาน เมี่ยงส้ม มะม่วงสุกที่มีรสหวาน นำมารับประทานกับข้าวเหนียว กวนเป็นแผ่น หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้
มะม่วงอุดมด้วยฟอสฟอรัส และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันไม่ให้เปราะหักง่าย นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีอยู่ในปริมาณมาก ช่วนเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้แข็งแรง ป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคหวัด และมีวิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  67            แคลอรี่
โปรตีน                   0.5         กรัม
ไขมัน                     0.2          กรัม
คาร์โบไฮเดรต         15.7           กรัม
ใยอาหาร                2.4            กรัม
แคลเซียม               14.00            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              2            มิลลิกรัม
เหล็ก                       มีน้อยมาก
เบต้าแคโรทีน            37           ไมโครกรัม
วิตามีนบี 1               0.05         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.02         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.2         มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  35          มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
มะม่วงสดทั้งเปลือกและเนื้อ แก้เลือดออกตามเหงือก
ไอ หอบ เสมหะมาก เปลือกมะม่วงสดต้มกับน้ำ แก้ผิวหนังอักเสบ
มีผื่นแดง มีตุ่มพุพอง ตกสะเก็ด คันแสบ โดยนำน้ำที่ต้มมา
ล้างบริเวณที่เป็น เมล็ดมะม่วงต้มกับน้ำแก้ปวด เนื่องจากไส้เลื่อน
หรือเนื้อเยื่อโผล่ออกมา

...............................................................................................................................................................
มะละกอ (Papaya, Pawpaw, Tree Melon)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

นำผลดิบและผลสุกมาต้มกินเป็นยา ขับน้ำดี น้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลสุกเป็นยาแก้ท้องผูกที่วิเศษสุดๆ ถ่ายคล่องเป็นยาระบายได้อย่างดีเยี่ยม นำเนื้อสุกมาปั่น แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกใบหน้าจะชุ่มชื้นขึ้น

คุณค่าทางอาหาร

มะละกอสามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้อย่างวิเศษมากมายหลายอย่าง
มะละกอดิบ  ถ้าใช้ทำเป็นอาหารยอดนิยม คงหนีไม่พ้นส้มตำ
มะละกอดิบ  หั่นเป็นแว่นๆ พอคำ นำไปแกงส้มใส่ปลาช่อนใส่กุ้ง
มะละกอสุก  นำมาปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่น ผสมน้ำตาล และเกลือป่น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และเหมาะสำหรับคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางโภชนาการอาหารอย่างมากมาย
มะละกอมีเกลือแร่ และวิตามินมาก มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อย แคลเซียมในมะละกอช่วยป้องกันฟันผุ วิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน วิตามินเอช่วยในบำรุงสายตาและระบบประสาท และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  51            แคลอรี่
ความชื้น                  86.9         กรัม
โปรตีน                    0.8           กรัม
ไขมัน                     0.3           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         11.3         กรัม
แคลเซียม                12            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              22            มิลลิกรัม
เหล็ก                       2.5           มิลลิกรัม
วิตามินเอ                 1308        หน่วย
วิตามีนบี 1               0.04         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.03         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.3           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  78            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
มะละกอ มีสรรพคุณในการช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ
บำรุงม้าม ดับร้อนแก้กระหาย แก้อาการปวดท้อง บิด
เนื้อมะละกอดิบตากแห้ง แก้เด็กผิวหนังอักเสบ มีผื่นแดง
เป็นตุ่มพุพอง แสบคัน โดยโรยบริเวณที่เป็น แต่ถ้านำมา
รับประทาน จะแก้พยาธิตัวตืด และตัวกลม ส่วนใบมะละกอตำ
ให้แหลกนำมาพอกแก้อาการถูกตีฟกช้ำ

..................................................................................................................................................................
มังคุด (Mangosteen)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

มังคุดนอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ก็ยังใช้เป็นยารักษาโรคได้ดีอีกด้วย
เปลือกผลมังคุดแห้ง  นำมาครึ่งผลฝนกับน้ำสุกหรือน้ำปูนใสรับประทานรักษาอาการท้องเสีย หรือนำไปดองกับเหล้ารับประทานเป็นยาแก้ท้องเสียเรื้อรังก็ได้
มังคุด  ใช้เป็นยาภายนอกได้โดยนำเปลือกมังคุดสดหรือแห้งก็ได้มาต้มกับน้ำเคี่ยวให้งวดเล็กน้อย ใช้ล้างแผลเปื่อย นอกจากนั้นเปลือกมังคุดสดหรือแห้งเมื่อนำมาฝนกับน้ำปูนใสยังสามารถรักษาบาดแผลที่เกิดจากน้ำกัดเท้าได้ด้วย
ยางสดๆ สีเหลือง  ที่ได้จากผลมังคุด ช่วยสมานแผลได้ดี หรือใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วงได้

คุณค่าทางอาหาร

มังคุดอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
นอกจากจะรับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังนำมาประกอบเป็นอาหารได้อีกด้วย เช่น เป็นกับข้าวใช้รับประทานกับไข่จารเม็ด ใช้เป็นยาดับกลิ่นหลังรับประทานทุเรียน ใช้เป็นขนมหวานโดยการกวนเป้นขนมเก็บไว้รับประทานได้อีกด้วย
สารอาหารที่ได้จากมังคุดก็เห็นจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ที่ช่วยป้องกันกระดูกและฟันผุเปราะหักง่าย มีวิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  76            แคลอรี่
โปรตีน                    0.5           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         18.4         กรัม
ใยอาหาร                 1.7           กรัม
แคลเซียม               11            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              17            มิลลิกรัม
เหล็ก                       0.9           มิลลิกรัม
วิตามีนบี 1               0.09         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.06         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.01         มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
.................................................................................................................................................................
มันแกว
มันแกว มีสรรพคุณในการทำให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยง
แก้กระหาย รักษาโรคร้อนดับพิษ ลดไข้ ใช้เป็น
ยาแก้พิษสุราเรื้อรัง ผลมันแกว นำมารับประทาน
แก้ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ หน้าแดง
ร้อนกระสับกระส่าย กระหายน้ำ

...............................................................................................................................................................
เม็ดบัว
เม็ดบัว มีสรรพคุณ บำรุงประสาท บำรุงไต
รักษาอาการท้องร่วง บิดเรื้อรัง สตรีประจำเดือน
มามาก น้ำกามออกไม่รู้ตัว ต้นอ่อนในเม็ดบัว
ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยเมแรงบีบตัวของหัวใจ
แก้กระหาย อาเจียนเป็นเลือด รากบัวมีสรรพคุณห้ามเลือด
ปรับประจำเดือนให้ปกติ รักษาโรคกำเดาออก ใบบัว ดอกบัว
และฝักบัวมีฤทธิ์แก้อาการท้องร่วง

..................................................................................................................................................................
เมล็ดฟักทอง
เมล็ดฟักทองมีสรรพคุณช่วยถ่ายพยาธิได้
จึงใช้บำบัดการติดเชื้อพยาธิเส้นด้าย ซึ่งหาก
ใช้ร่วมกับหมากจะได้ผลดียิ่งขึ้น และยังสามารถ
ใช้บำบัดการติดเชื้อพยาธิปากขอและลดไข้จากการ
ติดเชื้อนี้ได้ด้วย

.................................................................................................................................................................
ละมุด (Sapodilla plum)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ละมุดเป็นผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสรรพคุณทางยาไม่แพ้หรือแตกต่างจากผลไม้ชนิดอื่นๆ
* เปลือกต้นละมุดฝรั่งนำมาต้มเป็นยาแก้บิด
* ผลละมุดสุกนำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือเตรียมผลไม้
* ยางจากละมุดดิบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิอย่างแรง
* เมล็ดละมุดเป็นยาบำรุง

คุณค่าทางอาหาร

ในผลละมุดจะมีน้ำตาลสูง วิตามินเอ ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และยังมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหวัด จำเป็นสำหรับการสร้างคอลลาเจนซึ่งมีผลต่อการสมานบาดแผล มีธาตุแคลเซียมช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน ฟอสฟอรัส อีกทั้งยังมีวิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานกล้ามเนื้อและหัวใจ และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน               71            แคลอรี่
โปรตีน                77.3         กรัม
ไขมัน                  0.8           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         15.6         กรัม
เส้นใยอาหาร          5.6           กรัม
แคลเซียม              15            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              6              มิลลิกรัม
เหล็ก                   0.6           มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน          22            ไมโครกรัม
วิตามีนบี 1               0.01         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.6           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  47            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
สรรพคุณของมังคุดในการรักษาโรค คือ ส่วนเปลือกผล
ซึ่งมีรสฝาด ใช้แก้ท้องเสีย วิธีทำก็คือ เอาเปลือกผลตาก
แห้งแล้วต้มกับน้ำปูนใสนำมาดื่ม นอกจากนี้ยังใช้รักษา
บาดแผลได้ โดยเอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส
ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อยเนื่องจากส่วนของเปลือกมี
สารแบงโคสตินต่อต้านการอักเสบ มีสารแซบทานต่อต้าน
เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นหนองได้
.................................................................................................................................................................
ลำไย
เนื้อลำไยแห้งจำนวนพอเหมาะผสมกับน้ำตาลอ้อย
ต้มกับไข่ไก่เป็นของหวาน รับประทานเป็นยาบำรุงเลือด
บำรุงกำลัง ช่วยย่อยอาหาร บำรุงไตสำหรับสตรีตั้งครรภ์
เนื้อลำไยแห้งเติมน้ำตาลทรายเคี่ยวรับประทานแก้ประสาทอ่อน
ประสาทเครียด ขี้หลงขี้ลืมและนอนไม่หลับ

...............................................................................................................................................................
ลิ้นจี่ (Lychee, Litchi)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้อีกชนิดหนึ่ง
เมล็ด  นำมาบดให้เป็นผงละเอียดเป็นยาสมานระงับความเจ็บปวดในกระเพาะอาหาร
เนื้อในผล  รับประทานเป็นยาบำรุง และรักษาอาการท้องเดิน

คุณค่าทางอาหาร

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว มีความหอมอยู่มากเพียงแค่ได้กลิ่นก็หอมสดชื่น ลิ้นจี่ส่วนมากมักนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น แล้วแช่เย็นไว้ดื่มเพื่อกระหาย  รสชาติอร่อยชื่นฉ่ำใจ
ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามิน และน้ำตาล มีน้ำมันหอมระเหย และมีกรดอินทรีย์บางชนิด วิตามินบี 1 ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีไนอะซีนช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงาน ช่วยในระบบย่อยอาหาร ส่วนที่เป็นเมล็ดยังสามารถทำเป็นยาระบายความเจ็บปวดในกระเพาะอาหารได้ด้วย

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  57            แคลอรี่
โปรตีน                    0.9           กรัม
ไขมัน                     0.1           กรัม
เส้นใยอาหาร          0.1           กรัม
เหล็ก                     1.3           มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต         13.1         กรัม
แคลเซียม                 7              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              41            มิลลิกรัม
วิตามีนบี 1               0.11         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.04         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.3           มิลลิกรัม
 ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
ลิ้นจี่ และพุทราจีนต้มกับน้ำ แก้ม้าพร่อง ท้องร่วงเรื้อรัง
รากต้นลิ้นจี่สดต้มกับน้ำตายอ้อยจำนวนพอเหมาะรับประทาน
แก้กระเพาะเย็น ท้องอืด ปวดท้อง ลิ้นจี่ตากแห้ง และผักชีล้อม
คั่วจนเกรียม บดให้ละเอียดผสมเหล้าเหลืองอุ่นๆ แก้เยื้อหุ้ม
ลูกอัณฑะบวมอักเสบ

.................................................................................................................................................................
ลูกเกาลัด
ลูกเกาลัดสด รับประทานแก้โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
และนอกจากนี้ ลูกเกาลัดต้มกับน้ำตาลทราย และหนวดข้าวโพด
แก้เด็กไอกรน ใช้เปลือกลูกเกาลัดคั่วจนกรอบ บดเป็นผงผสม
กับข้าวแล้วต้มเป็นข้าวต้มแก้เลือดกำเดาไหลเป็นประจำ
เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย

..................................................................................................................................................................
ลูกพลับ
มีสรรพคุณบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลีย ช่วยย่อยอาหาร
ทำให้ปอดชุ่มชื้น ขับเสมหะแก้ไอ ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยง
แก้กระหาย และแก้พิษจากสุรา ส่วนลูกพลับที่ปอกเปลือกแล้ว
จะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือด ห้ามเลือด

.................................................................................................................................................................
ลูกหว้า
ผลของลูกหว้า ต้มกับน้ำแก้อาการหอบหืดจากอากาศเย็น
หรืออาการแพ้ต่างๆ ลูกหว้าตากแห้งบดเป็นผงต้มกับหมู
แก้วัณโรคปอด ส่วนเปลือกหุ้มลำต้น ใช้ดับร้อน ถอนพิษ
และแก้อาการท้องร่วง บิด

..................................................................................................................................................................
สตรอเบอรี่
สตรอเบอรี่นั้นจะให้คุณค่าของวิตามิน เอ บี
และเป็นแหล่งของวิตามิน ซี มีสรรพคุณในการ
รักษาป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเราเรียกว่า
...ลักปิดลักเปิด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บ้านคนรักสุนทราภรณ์