ไปที่เว็บ_พระไตรปิฏกฉบับอ่าน..

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 03


มะปราง (
Plum Mango)
มะปราง มีรูปร่างยาวรี มีสีเหลือง รสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มะปรางเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นิยมปลูกกันมากทางภาคใต้

 สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ผลมะปราง ใช้รับประทานเป็นผลไม้
รากมะปราง เป็นยาเย็น ใช้ถอนพิษไข้ต่างๆ
น้ำจากต้นมะปราง ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ
ใบมะปราง ตำใช้พอกแก้ปวดศีรษะ

คุณค่าทางอาหาร

เราสามารถนำมะปรางมาทำเป็นน้ำผลไม้ได้ ซึ่งได้รสชาติที่ดีด้วย
ในผลมะปรางสุกนั้นปรากฏว่ามีวิตามินซีมากมายช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันและโรคหวัด แถมยังมีแคลเซียม ช่วยป้องกันกระดูกและฟัน เปราะหักง่าย วิตามินบี 1 ในมะปรางช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ ป้องกันเหน็บชา และวิตามินบี 2 ช่วยในการทำงานของร่างกายในด้านการเจริญเติบโตที่เป็นปกติ

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  47            แคลอรี่
โปรตีน                    0.4           กรัม
ใยอาหาร                 1.5           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         11.3         กรัม
แคลเซียม               9              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              4              มิลลิกรัม
เหล็ก                    0.3           มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน          230          ไมโครกรัม
วิตามีนบี  1              0.11         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.05         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.5           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  100          มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
..............................................................................................................................................................
มะพร้าว
สรรพคุณที่สำคัญของมะพร้าว คือ ส่วนเนื้อมีฤทธิ์
บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย น้ำมะพร้าวใช้
แก้อาการกระหาย ดับร้อน และยังใช้ขับพยาธิได้ด้วย
รับประทานน้ำมะพร้าวจำนวนพอเหมาะเป็นประจำ
ช่วยแก้โรค หัวใจล้มเหลว บวมน้ำ เปลือกหุ้มรากมะพร้าว
ตากแห้ง แก้โรคคอตีบ ส่วนน้ำมันที่ได้จากกะลามะพร้าว
ใช้เป็นยาทารักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากตามตัว ตามเท้าอีกด้วย

.............................................................................................................................................................
มะเฟือง (Carambola, Star Apple)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

 บรรพบุรุษของเรานำมะเฟืองมาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ มากมายหลายขนาน
ใบมะเฟือง นำใบสดๆ มาตำ ทาเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใส และกลากเกลื้อน นำมาต้มรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้
ผลมะเฟือง นำมาต้มรับประทานเป็นยา แก้บิด อาเจียนเป็นเลือด ขับปัสสาวะ ปวดฟัน นิ่ว และแก้เลือดออกตามไรฟัน
เปลือกลำต้นมะเฟือง  นำมาดื่มแก้อาการเมาเหล้า เมารถ แก้ไข้ ท้องร่วง และแก้พิษยาเสพติดที่ร้ายกาจอย่างเฮโรอีนได้

คุณค่าทางอาหาร

นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงแล้ว ยังจัดเป็นดาวเด่นของวงการผักอีกด้วย
มะเฟืองเป็นผักรสเปรี้ยวนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงกับแหนมเนืองอาหารเวียดนามได้เด็ดมาก
มะเฟืองนำมาทำสลัดหรือปรุงอาหารประเภทไก่ ประเภทปลา หรือนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะเฟืองอัดกระป๋องขาย
มะเฟือง มีวิตามินซีซึ่งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน วิตามินในมะเฟืองสด ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง จับสารก่อมะเร็ง ช่วยทำให้เหงือกแข็งแรง เพิ่มกำลังให้เสปิร์มของผู้ชายและทำให้เรารู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งในอารมณ์ ส่วนวิตามินบี 1 จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา มะเฟืองนี้เราถือว่าเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่งในการบำบัดรักษาโรค สามารถนำมาต้มน้ำดื่มแก้ไข้หวัดใหญ่ ส่วนรากต้มกินแก้ท้องร่วง และผลสามารถนำมาสระผมบำรุงเส้นผมให้เงางาม และขจัดรังแค

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  43            แคลอรี่
โปรตีน                    40.0         กรัม
ไขมัน                     0.1           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         7.8           กรัม
แคลเซียม               9              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              15            มิลลิกรัม
เหล็ก                       0.4           มิลิกรัม
วิตามินเอ                 123          หน่วย
วิตามีนบี 1               0.02         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.17         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.8           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  28            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
ผลมะเฟืองเป็นยาดับร้อน ถอนพิษ ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยง
แก้ไอ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ใบมะเฟืองมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
พอกฝีบวมแดง แก้ปวด ถูกตีฟกช้ำดำเขียว ดอกมะเฟืองต้ม
กับน้ำสามารถถอนพิษของฝิ่นได้

.................................................................................................................................................................
มะไฟ
ใบมะไฟ มีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอ มาลาเรีย และขับปัสสาวะ
ผลเป็นยาช่วยย่อย ละลายเสมหะ รักษาอาการท้องอืด หอบหืด
รากแก้อาการปวดท้อง เม็ดมะไฟใช้เป็นยาแก้ปวด แก้อาการ
ปวดกระเพาะ ใบมะไฟอบแห้งบดละเอียด เติมเหล้าเหลืองประมาณ
พอเหมาะ ต้มไฟอ่อนๆ แก้พิษงู สุนัขบ้ากัด

..................................................................................................................................................................
มะม่วง (Mango)
 มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตที่นิยมบริโภคตลอดปี ไม่ว่าจะบ้านไหน เรือนไหนก็นิยมปลูกกันไว้ในรั้วบ้าน มะม่วงนอกจากจะนำมารับประทานได้หลายรูปแบบแล้วยังเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้เป็นอยางดี ส่วนอื่นๆ ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ อาทิ ใบ ดอก มะม่วง มีวิตามินเอและซีสูง และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีก เรียกได้ว่า มะม่วงลูกหนึ่งมีสารอาหารเกือบครบเลยทีเดียว โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาจหายไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะมะม่วงก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรมากเหมือนกัน

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

เมล็ดสดๆ มารับประทาน หรือนำมาโรยเกลือ รับประทานเพื่อขับปัสสาวะหรือแก้บวมน้ำ เนื้อในเมล็ดใช้แก้ท้องร่วง
ผลมะม่วง นำมาคั้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะหรือร้อนใน แก้คลื่นไส้ แก้บิดถ่ายเป็นเลือด และใช้เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร
ใบมะม่วง นำมาพอประมาณต้มรับประทานแก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ลำไส้อักเสบ หรือใช้ใบสดๆ ตำพอกบริเวณที่เป็นแผลสด จะเป็นยาสมานแผลสดได้ดีที่เดียว
เปลือกลำต้นมะม่วง ใช้เปลือกสดๆ มาต้มรับประทานเป็นยาแก้โรคคอตีบ เยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ

คุณค่าทางอาหาร

มะม่วงดิบมักออกรสเปรี้ยว เอาไปทำของคาวได้หลายอย่าง ที่เห็นบ่อยมากคือ นำไปจิ้มน้ำพริก ใช้ยำ หรือผสมอาหารที่มีรสเปรี้ยวแทนมะนาว เช่น ยำมะม่วง น้ำพริก ต้มยำ
ในส่วนที่นำไปเป็นของว่างนั้น มะม่วงดิบรับประทานเป็นมะม่วงน้ำปลาหวาน เมี่ยงส้ม มะม่วงสุกที่มีรสหวาน นำมารับประทานกับข้าวเหนียว กวนเป็นแผ่น หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้
มะม่วงอุดมด้วยฟอสฟอรัส และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันไม่ให้เปราะหักง่าย นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีอยู่ในปริมาณมาก ช่วนเสริมสร้างภูมิคุ้นกันให้แข็งแรง ป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคหวัด และมีวิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  67            แคลอรี่
โปรตีน                   0.5         กรัม
ไขมัน                     0.2          กรัม
คาร์โบไฮเดรต         15.7           กรัม
ใยอาหาร                2.4            กรัม
แคลเซียม               14.00            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              2            มิลลิกรัม
เหล็ก                       มีน้อยมาก
เบต้าแคโรทีน            37           ไมโครกรัม
วิตามีนบี 1               0.05         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.02         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.2         มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  35          มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
มะม่วงสดทั้งเปลือกและเนื้อ แก้เลือดออกตามเหงือก
ไอ หอบ เสมหะมาก เปลือกมะม่วงสดต้มกับน้ำ แก้ผิวหนังอักเสบ
มีผื่นแดง มีตุ่มพุพอง ตกสะเก็ด คันแสบ โดยนำน้ำที่ต้มมา
ล้างบริเวณที่เป็น เมล็ดมะม่วงต้มกับน้ำแก้ปวด เนื่องจากไส้เลื่อน
หรือเนื้อเยื่อโผล่ออกมา

...............................................................................................................................................................
มะละกอ (Papaya, Pawpaw, Tree Melon)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

นำผลดิบและผลสุกมาต้มกินเป็นยา ขับน้ำดี น้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลสุกเป็นยาแก้ท้องผูกที่วิเศษสุดๆ ถ่ายคล่องเป็นยาระบายได้อย่างดีเยี่ยม นำเนื้อสุกมาปั่น แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกใบหน้าจะชุ่มชื้นขึ้น

คุณค่าทางอาหาร

มะละกอสามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้อย่างวิเศษมากมายหลายอย่าง
มะละกอดิบ  ถ้าใช้ทำเป็นอาหารยอดนิยม คงหนีไม่พ้นส้มตำ
มะละกอดิบ  หั่นเป็นแว่นๆ พอคำ นำไปแกงส้มใส่ปลาช่อนใส่กุ้ง
มะละกอสุก  นำมาปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่น ผสมน้ำตาล และเกลือป่น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และเหมาะสำหรับคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางโภชนาการอาหารอย่างมากมาย
มะละกอมีเกลือแร่ และวิตามินมาก มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อย แคลเซียมในมะละกอช่วยป้องกันฟันผุ วิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน วิตามินเอช่วยในบำรุงสายตาและระบบประสาท และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  51            แคลอรี่
ความชื้น                  86.9         กรัม
โปรตีน                    0.8           กรัม
ไขมัน                     0.3           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         11.3         กรัม
แคลเซียม                12            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              22            มิลลิกรัม
เหล็ก                       2.5           มิลลิกรัม
วิตามินเอ                 1308        หน่วย
วิตามีนบี 1               0.04         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.03         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.3           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  78            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
มะละกอ มีสรรพคุณในการช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ
บำรุงม้าม ดับร้อนแก้กระหาย แก้อาการปวดท้อง บิด
เนื้อมะละกอดิบตากแห้ง แก้เด็กผิวหนังอักเสบ มีผื่นแดง
เป็นตุ่มพุพอง แสบคัน โดยโรยบริเวณที่เป็น แต่ถ้านำมา
รับประทาน จะแก้พยาธิตัวตืด และตัวกลม ส่วนใบมะละกอตำ
ให้แหลกนำมาพอกแก้อาการถูกตีฟกช้ำ

..................................................................................................................................................................
มังคุด (Mangosteen)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

มังคุดนอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ก็ยังใช้เป็นยารักษาโรคได้ดีอีกด้วย
เปลือกผลมังคุดแห้ง  นำมาครึ่งผลฝนกับน้ำสุกหรือน้ำปูนใสรับประทานรักษาอาการท้องเสีย หรือนำไปดองกับเหล้ารับประทานเป็นยาแก้ท้องเสียเรื้อรังก็ได้
มังคุด  ใช้เป็นยาภายนอกได้โดยนำเปลือกมังคุดสดหรือแห้งก็ได้มาต้มกับน้ำเคี่ยวให้งวดเล็กน้อย ใช้ล้างแผลเปื่อย นอกจากนั้นเปลือกมังคุดสดหรือแห้งเมื่อนำมาฝนกับน้ำปูนใสยังสามารถรักษาบาดแผลที่เกิดจากน้ำกัดเท้าได้ด้วย
ยางสดๆ สีเหลือง  ที่ได้จากผลมังคุด ช่วยสมานแผลได้ดี หรือใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วงได้

คุณค่าทางอาหาร

มังคุดอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
นอกจากจะรับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังนำมาประกอบเป็นอาหารได้อีกด้วย เช่น เป็นกับข้าวใช้รับประทานกับไข่จารเม็ด ใช้เป็นยาดับกลิ่นหลังรับประทานทุเรียน ใช้เป็นขนมหวานโดยการกวนเป้นขนมเก็บไว้รับประทานได้อีกด้วย
สารอาหารที่ได้จากมังคุดก็เห็นจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ที่ช่วยป้องกันกระดูกและฟันผุเปราะหักง่าย มีวิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  76            แคลอรี่
โปรตีน                    0.5           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         18.4         กรัม
ใยอาหาร                 1.7           กรัม
แคลเซียม               11            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              17            มิลลิกรัม
เหล็ก                       0.9           มิลลิกรัม
วิตามีนบี 1               0.09         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.06         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.01         มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
.................................................................................................................................................................
มันแกว
มันแกว มีสรรพคุณในการทำให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยง
แก้กระหาย รักษาโรคร้อนดับพิษ ลดไข้ ใช้เป็น
ยาแก้พิษสุราเรื้อรัง ผลมันแกว นำมารับประทาน
แก้ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ หน้าแดง
ร้อนกระสับกระส่าย กระหายน้ำ

...............................................................................................................................................................
เม็ดบัว
เม็ดบัว มีสรรพคุณ บำรุงประสาท บำรุงไต
รักษาอาการท้องร่วง บิดเรื้อรัง สตรีประจำเดือน
มามาก น้ำกามออกไม่รู้ตัว ต้นอ่อนในเม็ดบัว
ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยเมแรงบีบตัวของหัวใจ
แก้กระหาย อาเจียนเป็นเลือด รากบัวมีสรรพคุณห้ามเลือด
ปรับประจำเดือนให้ปกติ รักษาโรคกำเดาออก ใบบัว ดอกบัว
และฝักบัวมีฤทธิ์แก้อาการท้องร่วง

..................................................................................................................................................................
เมล็ดฟักทอง
เมล็ดฟักทองมีสรรพคุณช่วยถ่ายพยาธิได้
จึงใช้บำบัดการติดเชื้อพยาธิเส้นด้าย ซึ่งหาก
ใช้ร่วมกับหมากจะได้ผลดียิ่งขึ้น และยังสามารถ
ใช้บำบัดการติดเชื้อพยาธิปากขอและลดไข้จากการ
ติดเชื้อนี้ได้ด้วย

.................................................................................................................................................................
ละมุด (Sapodilla plum)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ละมุดเป็นผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสรรพคุณทางยาไม่แพ้หรือแตกต่างจากผลไม้ชนิดอื่นๆ
* เปลือกต้นละมุดฝรั่งนำมาต้มเป็นยาแก้บิด
* ผลละมุดสุกนำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือเตรียมผลไม้
* ยางจากละมุดดิบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิอย่างแรง
* เมล็ดละมุดเป็นยาบำรุง

คุณค่าทางอาหาร

ในผลละมุดจะมีน้ำตาลสูง วิตามินเอ ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และยังมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหวัด จำเป็นสำหรับการสร้างคอลลาเจนซึ่งมีผลต่อการสมานบาดแผล มีธาตุแคลเซียมช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน ฟอสฟอรัส อีกทั้งยังมีวิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานกล้ามเนื้อและหัวใจ และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน               71            แคลอรี่
โปรตีน                77.3         กรัม
ไขมัน                  0.8           กรัม
คาร์โบไฮเดรต         15.6         กรัม
เส้นใยอาหาร          5.6           กรัม
แคลเซียม              15            มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              6              มิลลิกรัม
เหล็ก                   0.6           มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน          22            ไมโครกรัม
วิตามีนบี 1               0.01         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                 0.6           มิลลิกรัม
วิตามีนซี                  47            มิลลิกรัม

ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
สรรพคุณของมังคุดในการรักษาโรค คือ ส่วนเปลือกผล
ซึ่งมีรสฝาด ใช้แก้ท้องเสีย วิธีทำก็คือ เอาเปลือกผลตาก
แห้งแล้วต้มกับน้ำปูนใสนำมาดื่ม นอกจากนี้ยังใช้รักษา
บาดแผลได้ โดยเอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส
ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อยเนื่องจากส่วนของเปลือกมี
สารแบงโคสตินต่อต้านการอักเสบ มีสารแซบทานต่อต้าน
เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นหนองได้
.................................................................................................................................................................
ลำไย
เนื้อลำไยแห้งจำนวนพอเหมาะผสมกับน้ำตาลอ้อย
ต้มกับไข่ไก่เป็นของหวาน รับประทานเป็นยาบำรุงเลือด
บำรุงกำลัง ช่วยย่อยอาหาร บำรุงไตสำหรับสตรีตั้งครรภ์
เนื้อลำไยแห้งเติมน้ำตาลทรายเคี่ยวรับประทานแก้ประสาทอ่อน
ประสาทเครียด ขี้หลงขี้ลืมและนอนไม่หลับ

...............................................................................................................................................................
ลิ้นจี่ (Lychee, Litchi)

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้อีกชนิดหนึ่ง
เมล็ด  นำมาบดให้เป็นผงละเอียดเป็นยาสมานระงับความเจ็บปวดในกระเพาะอาหาร
เนื้อในผล  รับประทานเป็นยาบำรุง และรักษาอาการท้องเดิน

คุณค่าทางอาหาร

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว มีความหอมอยู่มากเพียงแค่ได้กลิ่นก็หอมสดชื่น ลิ้นจี่ส่วนมากมักนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น แล้วแช่เย็นไว้ดื่มเพื่อกระหาย  รสชาติอร่อยชื่นฉ่ำใจ
ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามิน และน้ำตาล มีน้ำมันหอมระเหย และมีกรดอินทรีย์บางชนิด วิตามินบี 1 ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีไนอะซีนช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงาน ช่วยในระบบย่อยอาหาร ส่วนที่เป็นเมล็ดยังสามารถทำเป็นยาระบายความเจ็บปวดในกระเพาะอาหารได้ด้วย

คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน                  57            แคลอรี่
โปรตีน                    0.9           กรัม
ไขมัน                     0.1           กรัม
เส้นใยอาหาร          0.1           กรัม
เหล็ก                     1.3           มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต         13.1         กรัม
แคลเซียม                 7              มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส              41            มิลลิกรัม
วิตามีนบี 1               0.11         มิลลิกรัม
วิตามีนบี 2               0.04         มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  0.3           มิลลิกรัม
 ที่มา : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว
ลิ้นจี่ และพุทราจีนต้มกับน้ำ แก้ม้าพร่อง ท้องร่วงเรื้อรัง
รากต้นลิ้นจี่สดต้มกับน้ำตายอ้อยจำนวนพอเหมาะรับประทาน
แก้กระเพาะเย็น ท้องอืด ปวดท้อง ลิ้นจี่ตากแห้ง และผักชีล้อม
คั่วจนเกรียม บดให้ละเอียดผสมเหล้าเหลืองอุ่นๆ แก้เยื้อหุ้ม
ลูกอัณฑะบวมอักเสบ

.................................................................................................................................................................
ลูกเกาลัด
ลูกเกาลัดสด รับประทานแก้โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
และนอกจากนี้ ลูกเกาลัดต้มกับน้ำตาลทราย และหนวดข้าวโพด
แก้เด็กไอกรน ใช้เปลือกลูกเกาลัดคั่วจนกรอบ บดเป็นผงผสม
กับข้าวแล้วต้มเป็นข้าวต้มแก้เลือดกำเดาไหลเป็นประจำ
เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย

..................................................................................................................................................................
ลูกพลับ
มีสรรพคุณบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลีย ช่วยย่อยอาหาร
ทำให้ปอดชุ่มชื้น ขับเสมหะแก้ไอ ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยง
แก้กระหาย และแก้พิษจากสุรา ส่วนลูกพลับที่ปอกเปลือกแล้ว
จะมีฤทธิ์ในการลดความดันเลือด ห้ามเลือด

.................................................................................................................................................................
ลูกหว้า
ผลของลูกหว้า ต้มกับน้ำแก้อาการหอบหืดจากอากาศเย็น
หรืออาการแพ้ต่างๆ ลูกหว้าตากแห้งบดเป็นผงต้มกับหมู
แก้วัณโรคปอด ส่วนเปลือกหุ้มลำต้น ใช้ดับร้อน ถอนพิษ
และแก้อาการท้องร่วง บิด

..................................................................................................................................................................
สตรอเบอรี่
สตรอเบอรี่นั้นจะให้คุณค่าของวิตามิน เอ บี
และเป็นแหล่งของวิตามิน ซี มีสรรพคุณในการ
รักษาป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเราเรียกว่า
...ลักปิดลักเปิด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 



วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิทยุ ข่าวอสมท.100.5fm/ThaiNN Radio/ฟังด้วยเบราเซอร์ของ Opera

หัวข้อเปิดดูรายการต่างๆในกรอบข้างล่างนี้
ฟังวิทยุออนไลน์
RADIO.SIAMHA.COM
คุณกำลังฟัง
100.5 สถานีข่าว   



จะเปิดฟังเสียงได้ ต้องใช้ เบราเซอร์ของ Opera จะฟังได้ครับผม


วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำน้ำ อีเอ็ม


การทำ EM  จากเศษผักผลไม้

เกร็ดความรู้จากการศึกษาดูงานตลาดศูนย์การค้ากำแพงเพชร

EM  ย่อมาจาก  Effective Microorganisms      หมายถึง    กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Dr.Teruo Higa ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยริวคิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2526   
อีเอ็ม     หรือน้ำจุลินทรีย์   มีลักษณะเป็นของเหลว  สีน้ำตาลดำ  มีกลิ่นอมเปรี้ยวอมหวาน ค่า พีเอช อยู่ที่ประมาณ 3.5  ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตจำนวนมากกว่า 80 ชนิด จึงไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี หรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้      อีเอ็ม ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต  เช่น  คน  สัตว์  พืช  และแมลงที่เป็นประโยชน์    แต่ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม   ถ้านำไปใช้ในการล้างตลาด จะช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น  ลดจำนวนสัตว์และแมลงพาหะนำโรค  ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก   อีเอ็ม จะทำงานในที่มืดได้ดี ดังนั้น การล้างตลาด ควรกระทำในช่วงเวลาเย็น เพื่อให้การกำจัดสิ่งสกปรกทั้งหลายเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ลักษณะเฉพาะของ อีเอ็ม คือ   เป็นจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ ดังนั้น เวลาจะใช้ อีเอ็ม ต้องคิดอยู่เสมอว่า อีเอ็ม เป็นสิ่งมีชีวิต ต้องการที่อยู่ที่เหมาะสมในอุณหภูมิปกติ  ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต  เราจึงสามารถขยายหรือผลิต อีเอ็ม  ได้เองจากพืชผักผลไม้และผลผลิตจากธรรมชาติ โดยนำไปหมักตามกรรมวิธีที่ถูกต้อง
การผลิต อีเอ็ม เพื่อใช้ในกิจกรรมตลาดสด หรือกิจกรรมอื่นใดก็ตาม ก่อนอื่นต้องผลิต  หัวเชื้อจุลินทรีย ในปริมาณตามที่ต้องการ  แล้วจึงนำหัวเชื้อที่ได้ไปขยายเป็น  อีเอ็ม อีกทีหนึ่ง
ขั้นตอนการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์
                เริ่มจากการนำผักผลไม้มาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปใส่ภาชนะปิดฝาให้มิดชิด  ขั้นตอนต่อมาให้นำผักผลไม้ไปผสมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ในอัตราส่วน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำตาล 1 กิโลกรัม  จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน  เมื่อดูว่าส่วนผสมต่างๆ เข้ากันดีแล้ว ให้ปิดฝาทิ้งไว้ แล้วควรหมั่นกวนทุก ๆ 5-7 วัน เพื่อให้เศษผักสัมผัสกับอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการย่อยสลายได้ดีขึ้น  โดยหมักทิ้งไว้ 1-2 เดือน เมื่อครบกำหนดจะสังเกตเห็นมีน้ำออกมาผสมอยู่      ซึ่งน้ำที่ได้จากการหมักนี้ก็คือน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์นั่นเอง          ส่วนการเก็บรักษานั้นให้นำน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้ รินเก็บใส่ไว้ในขวดปิดฝาให้สนิท พร้อมที่จะเอาไปใช้ประโยชน์หรือนำไปใช้หมักทำน้ำจุลินทรีย์ (EM) ต่อไป
ขั้นตอนการทำน้ำจุลินทรีย์ (EM)
                วิธีการจะคล้าย ๆ กับการทำน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์   ต่างกันตรงที่ ระยะเวลาในการหมักจะสั้นกว่าเท่านั้นเอง
ก่อนอื่นเราต้องเตรียมอุปกรณ์การทำ ดังนี้
                1. ถังพลาสติกมีฝาปิด
                2. ถุงปุ๋ย       
                3. กากน้ำตาล (โมลาท) หรือน้ำตาลทรายแดง
                4. หัวเชื้อจุลินทรีย์
                5. เศษผักผลไม้  เศษอาหาร

                         
               1. ถังพลาสติกมีฝาปิด                  2. ถุงปุ๋ย          



                      
                3. กากน้ำตาล (โมลาท)                    4. หัวเชื้อจุลินทรีย์            



                             
               5. เศษผักผลไม้ เศษอาหาร
            
            เมื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมแล้ว ก็มาสู่ขั้นตอนการหมัก
ขั้นตอนแรก  ใส่น้ำลงไปในถัง จำนวน 8 ลิตร  ถ้าหากใช้น้ำประปา ควรใส่ถังเปิดฝาทิ้งไว้
               2 วัน   เพื่อให้คลอรีนระเหยไปเสียก่อน                                    
ขั้นตอนที่ 2  นำกากน้ำตาล 250 ซีซี.  หรือน้ำตาลทรายแดง 300 กรัม (ประมาณ 3 ขีด) เทใส่ลงไป  คนให้ละลาย

ขั้นตอนที่ 3   นำน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 250 ซีซี. ผสมลงไป คนให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 4    เมื่อคนส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันดีแล้ว ให้นำเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปในถุงปุ๋ย แล้วนำถุงปุ๋ยนั้นใส่ลงในถังหมักดังกล่าว กดให้น้ำท่วมถุง หรือหาวัตถุที่มีน้ำหนักวางทับลงไปอีกทีหนึ่ง  จากนั้นก็ปิดฝาให้สนิท
 
ในกรณีที่เราจะหมักเศษอาหารหรือเศษผักผลไม้เพิ่มเติมลงไปในนั้น ก็สามารถนำไปใส่ลงในถุงปุ๋ยได้เช่นกัน  แต่ถ้าหากน้ำจุลินทรีย์มีปริมาณไม่พอที่จะท่วมเศษอาหารในถุงปุ๋ยได้ ก็ให้เติมน้ำเปล่าและกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงลงไป ในอัตราส่วน   น้ำเปล่า 8 ลิตร ต่อกากน้ำตาล 250 ซีซี. หรือน้ำตาลทรายแดง 300 กรัม ผสมลงไป เมื่อผสมส่วนต่าง ๆ จนครบแล้ว ให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เราก็สามารถนำน้ำจุลินทรีย์ธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ได้
ประโยชน์ของน้ำจุลินทรีย์
น้ำจุลินทรีย์ที่ได้นั้นจะมีกลิ่นหอมปราศจากกลิ่นเหม็น  น้ำจุลินทรีย์หรือขยะหอมที่ได้นั้นออกจะดูสีสรรไม่สวย แต่เมื่อพูดถึงประโยชน์ในการใช้งานแล้ว มีมากมายหลายประการด้วยกัน เช่น ถ้าที่ไหนส้วมเต็ม หรือท่อระบายน้ำอุดตัน  เพียงแค่เทน้ำจุลินทรีย์ธรรมชาติลงไป  จุลินทรีย์นั้นจะไปช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ตกค้าง และจะทำให้ส้วมไม่เต็มเร็ว ท่อระบายน้ำก็ไม่อุดตัน   ประโยชน์ข้อต่อมา  สามารถใช้ดับกลิ่นเหม็นต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเหม็นของห้องส้วม กองขยะ หรือท่อระบายน้ำ โดยนำน้ำจุลินทรีย์ 1 ส่วน ผสมน้ำ 10 ส่วน ราดลงไปบริเวณที่มีกลิ่น หรือผสมจุลินทรีย์ลงไปในถังบรรจุน้ำ ใช้ฉีดล้างตลาด ช่วยดับกลิ่นและกำจัดแมลงวัน แมลงสาบได้ผลดี  นอกจากนี้ ถ้านำน้ำจุลินทรีย์ 1 ส่วน ผสมน้ำ 500 ส่วน นำไปฉีดหรือรดที่ใบหรือโคนต้นไม้ สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง   จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช    และยังช่วยลดการก่อกวนของแมลงได้อีกทางหนึ่งด้วย  สำหรับเศษขยะที่เหลือจากการหมัก  สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพดี เพราะเมื่อนำมาผสมกับดินในอัตราส่วน 1:1 จุลินทรีย์ที่แทรกตัวอยู่ในเศษขยะ จะช่วยเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ ให้กลายเป็นปุ๋ยได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชดูดซับธาตุอาหารต่างๆ ทำให้พืชมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 


วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิทยุธรรมะวัดเกาะวาลุการาม






สถานีวิทยุธรรมะที่กำลังฟัง: วิทยุธรรมะวัดเกาะวาลุการาม



วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิทยุธรรมะจากศาลาพระราชศรัทธา




สถานีวิทยุธรรมะที่กำลังฟัง: วิทยุธรรมะจากศาลาพระราชศรัทธา




วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ในหลวงโปรดเกล้า. ตั้ง ครม.แล้ว


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐนตรี โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ดังนี้

1- นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2- ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี
3- พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
4- นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
5- นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
6- นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7- นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
8- พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
9- นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10- นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
11- นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
12- นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
13- นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
14- นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
15- นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ  เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16- พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
17- พลตำรวจโท ชัชจ์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
18- นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
19- นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
20- นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
21- นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
22- นายภูมิ สาระผล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
23- นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
24- นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
25- นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
26- พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
27- นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
28- นางสุกุมล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
29- นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
30- นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
31- นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
32- นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
33- นายวิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
34- นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
35- นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฎิญาณ ในเวลา 17.30 น. ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14  อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทีวี สปริ๊งนิวส์







Sping News
















                                                                                 Voice TV.      


วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554