ไปที่เว็บ_พระไตรปิฏกฉบับอ่าน..

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 07


-
เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด

น้ำเอนไซม์ผลไม้รวม (ไม่ใช่ยา) หรือเรียกว่า น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ
เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารวิตามิน A, D, E, K, B รวม, C, กรดอะมิโน ฮอร์โมนและอื่น ๆ อีกมาก สกัดจากผลไม้รวม และลูกยอป่า ซึ่งมีโอถสสารจำนวนมากผ่านขบวนการหมักบ่มนานหลายปี เพื่อลดขนาดโมเลกุลให้เล็กลงจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและเร็วขึ้น รู้สึกได้ถึงการผ่อนคลาย
ประโยชน์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน 
  • สลายสารพิษ ฟอกเลือด 
  • ปรับสมดุล บำรุงธาตุต่าง ๆ 
  • ช่วยการย่อยอาหาร ย่อยไขมัน ลดหน้าท้อง 
  • คลายกล้ามเนื้อ 
  • ดื่มก่อนนอนทำให้หลับสบาย แก้ปวดเมื่อย ท้องผูก ท้องอืด (ท้องเสียรุนแรงดื่มเข้มข้นครึ่งแก้ว) 
  • ดื่มได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง โรคไต โรคเก๊าส์ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน สะเก็ตเงิน ไทรอยด์ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ หอบหืด อัมพฤกอัมพาต โรค SLE โรคเอดส์ และโรคอื่น ๆ 
  • ทุกโรคควรดื่มเป็นประจำทุกวันและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในบทบัญญัติ 10 ประการของชมรมควบคู่ไปด้วยจะดีมาก
ส่วนประกอบที่สำคัญ
ผลไม้รวมกันมากกว่า 20 ชนิด 60% น้ำผึ้งความชื่นต่ำ 20% น้ำพลังแม่เหล็ก 20% (ไม่เจือสีไม่แต่งกล่น ไม่ใส่สารกันบูด)


วิธีดื่ม 
สูตร Multi Fruit Enzyme ขนาด 750 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือมากกว่า) ผสมน้ำ 1 แก้ว หรือผสมน้ำผึ้งหรือผสมน้ำผลไม้ น้ำผักปั่น วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน


สูตร N-2000 ขนาด 650 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 แก้ว ไม่ต้องผสมน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน


สูตร Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 ml ใช้ 1 หยด ผสมน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ หรือดื่มได้ทั้งวัน


วิธีการเก็บรักษา เก็บในที่ร่มไม่ต้องแช่เย็น หรือ เมื่อเปิดแล้ว ควรรับประทานให้หมดภายใน 2 เดือน (เพื่อป้องกันอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารอาหารแล้วตกตะกอน)


วันหมดอายุ ยิ่งเก็บนาน คุณภาพยิ่งเพิ่มขึ้น จะมีรสเปรี้ยวมากขึ้น ถ้าชอบหวานก็ให้เติมน้ำผึ้ง อาจมีฝ้าขาว หรือวุ้น (เจลลาติน) เกิดขึ้นก็ยิ่งดี หรือมีตะกอนมากขึ้น (ไม่จำเป็นต้องเขย่าขวด)


หมายเหตุ รสชาด สี กลิ่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและเวลา บ้างขวดเปรี้ยวมาก บ้างขวดซ่า บ้างขวดจืด บ้างขวดขม (ขึ้นกับธรรมชาติของการหมัก)


ผลข้างเคียง ไอ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้นคัน บวม และอื่น ๆ ไม่ต้องกตใจเป็นการขับพิษ และหายได้เอง (อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะบางคน) อ่านวิธีการแก้ไขอาการต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ใน หนังสือน้ำผักปั่น


ขั้นตอนการหมักเอนไซม์ด้วยผลไม้
กรรมวิธีหรือขั้นตอนการหมักเอนไซม์จากผลไม้

โดยชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ

สูตร ดร.รสสุคนธ์



(ภาพประกอบจากการปฏิบัติจริง)



ขั้นตอนแรก

เตรียมผลไม้ เพียง 1 ชนิดสำหรับใช้หมักทำน้ำเอนไซม์จากผลไม้

เคล็ดลับ ควรเลือกผลไม้เนื้อขาว จะให้สารอาหารมาก และกระบวนการหมักจะสมบูรณ์ดี เช่น แอปเปิล, กล้วยหอม, องุ่น, ส้มโอ เป็นต้น

ข้อควรระวัง
1. ผลไม้ที่นำมาใช้ควรเป็นผลไม้สุกเท่านั้น เพราะผลไม้ดิบจะทำให้เกิดเมทานอลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูง

2. ไม่ควรหมักทุเรียน เพราะจะเกิดก๊าซมาก และเกิดการระเบิดได้

3. ผลไม้จำพวกมะม่วงสุก สับปะรด มะเขือเทศ ถ้านำมาหมักจะเกิดก๊าซมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

หมายเหตุ

ผลไม้ทุกชนิด ควรแช่ในน้ำเอนไซม์แช่ผักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนำมาหมัก โดยใช้อัตราส่วนน้ำเอนไซม์แช่ผัก 1 ฝา ผสมกับน้ำสะอาด 3 ลิตร แช่ผลไม้ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้




ขั้นตอนที่ 2

เทน้ำผึ้งความชื้นต่ำ (20%) จำนวน 1 กิโลกรัม (780 ml.) ลงไปในแกลลอนขนาด 5 ลิตร ที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมน้ำผึ้ง เขย่าให้เข้ากัน

เคล็ดลับ การหมักเอนไซม์ผลไม้สำหรับดื่ม ควรใช้น้ำผึ้งเท่านั้น เพราะน้ำผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้รับประทาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าน้ำตาล

หมายเหตุ
สามารถใช้น้ำอ้อยแทนน้ำผึ้งได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อีกทั้งจะได้สารอาหารน้อยกว่าน้ำผึ้ง แต่ไม่ควรใช้น้ำตาล เพราะจะทำให้กระบวนการหมักเกิดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าน้ำผึ้ง และเป็นอันตรายต่อไต




ขั้นตอนที่ 3

การหั่นผลไม้ที่ใช้ในการหมัก โดยหั่นให้มีขนาดเล็กพอสมควร (หากสับหรือบดใส่ จะทำให้เกิดตะกอนในปริมาณมาก และยากต่อการแยกน้ำเอนไซม์และกากออกจากกัน)

เคล็ดไม่ลับ

1. หากพบผลไม้ที่ช้ำหรือมีส่วนที่เน่าเล็กน้อยไม่ต้องหั่นทิ้ง สามารถใช้หมักได้เลย ไม่เปลื้อง และทำให้กระบวนการหมักเกิดได้เร็วด้วย

2. ผลไม้ที่สุกจนงอม เหมาะมากในการหมักเพราะจะทำให้ได้สารอาหารสูง อีกทั้งกระบวนการหมักเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เนื่องจากในเนื้อผลไม้มีเอนไซม์อยู่จำนวนมาก และเนื้อผลไม้ก็พร้อมที่จะสลายเป็นสารอาหารแล้ว



ขั้นตอนที่ 4

ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงไปในแกลลอนที่มีน้ำผึ้งที่ละลายน้ำอยู่ใส่ลงไปให้ได้ 1/3 ของแกลลอน ไม่ต้องใส่เยอะเกินไป

เคล็ดไม่ลับ

ควรหมักเอนไซม์โดยใช้ผลไม้เพียงชนิดเดียว เพื่อให้ได้เอนไซม์เข้มข้นหรือหัวเชื้อของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าต้องการกินเอนไซม์จากผลไม้หลาย ๆ ชนิด เมื่อหมักจนครบ 4 ปี ขึ้นไป ให้นำน้ำเอนไซม์จากผลไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน โดยเราต้องการสรรพคุณอย่างไร ก็เลือกเอาเอนไซม์ที่มีสรรพคุณนั้นเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วน เอนไซม์หลัก 40% ส่วนตัวอื่น ๆ ก็แล้วแต่ 10% หรือ 5% เป็นต้น






ขั้นตอนที่ 5

เติมน้ำสะอาดให้ท่วมผลไม้ และเหลือช่องว่างไว้ด้านบนประมาณ 2 ข้อนิ้ว (ดังรูป) แล้วปิดฝาให้สนิท จะเขย่าให้เข้ากัน หรือไม่ก็ได้

หลังจากนั้นติดชื่อชนิดของผลไม้ วันที่ทำการหมัก และวันที่จะครบอายุ 6 เดือน


ขั้นตอนที่ 6

การหมักเอนไซม์ เราจะเก็บไว้ในที่ร่ม ลมพัดผ่านได้ ไม่อับ โดยจะทำการหมักทิ้งไว้ 6 เดือน

ในช่วงเดือนแรก ต้องมาเปิดฝาเพื่อระบายแก๊ซออกทุก ๆ 1 -2 วัน

ในช่วงเดือนที่สอง เปิดฝาระบายแก๊ซออกทุก ๆ 3 - 4 วัน

พอครบ 6 เดือน นำมาขยายต่อเป็นหัวเชื้อ ดังนี้



การขยายหัวเชื้อ

ขวดบน คือขวดที่หมักครบ 6 เดือน นำมาถ่ายน้ำเอนไซม์ออกใส่ขวดใหม่ โดยวิธีลักน้ำ (ใช้สายยาง)

สำหรับขวดเดิม (เหลือผลไม้และน้ำเอนไซม์เล็กน้อย) ให้เติมน้ำผึ้งละไปประมาณ 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

****ครั้งสุดท้าย ให้หมักทิ้งไว้จนครบ 6 ปี จึงนำมากรองผสมน้ำรับประทาน เป็นยอด น้ำพลังเอนไซม์บำบัด

สำหรับขวดใหม่ (ที่แบ่งน้ำเอนไซม์ออกมาได้ 1/3 หรือเกือบครึ่งขวด) ให้เติมน้ำผึ้ง 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนแกลลอนไหนหมักครบ 4 - 6 ปี แล้วจึงค่อยนำมารับประทานได้


อัตราส่วนในการหมักน้ำเอนไซม์ตามหนังสือ ซึ่งสำหรับปฏิบัติจริงก็ดูในเวปค่ะ อาจต่างกันบ้างไม่ต้องงงนะค่ะ เพราะอัตราส่วนเป็นการประมาณการณ์ไม่ต้องตรงมากก็ได้ เพราะธรรมชาติไม่เที่ยง ไม่แน่นอนค่ะ


เคล็ดไม่ลับ

การหมักเอนไซม์สำหรับรับประทาน หากหมักเกิน 6 ปี ขึ้นไป พบว่าขนาดของโมเลกุลของสารอาหารจะมีขนาดเล็กมาก ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และพบปริมาณของแอลกอฮอล์น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นแอลกอฮอล์ชนิดออร์แกนิคแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ปล. หากไม่ต้องการหมักผลไม้ใหม่ ก็สามารถนำหัวเชื้อน้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้นไปใช้หมักเพิ่มและเก็บไว้กินได้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอง เพราะจะมีความขุ่นน้อยกว่าการหมักด้วยหัวเชื้อที่ทำจากผลไม้ตรง


แบบเข้มข้น สำหรับขยายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ 3 ครั้ง คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 ส่วน ในขวดขนาด 1 ลิตร
หมักนาน 3 เดือน แล้วนำไปต่อได้ หรือนำไปหมักกับผลไม้เป็นหัวเชื้อได้

แบบสำหรับรับประทาน คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 5 ส่วน ในขวดขนาด 5 ลิตร
  • หมักนาน 15 วัน รับประทานได้ทันที
  • หมักต่อไปจนครบ 6 เดือน นำไปขยายได้
  • หมักต่อไป 6 ปี โดยเติมน้ำผึ้งทุก ๆ 6 เดือน หรือทุก 1 ปี จนได้ยอดน้ำพลังเอนไซม์บำบัด

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 



วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ฟังสถานีวิทยุ เมืองลาว

หัวข้อเปิดดูรายการต่างๆในกรอบข้างล่างนี้





วิทยุเมืองลาว



วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 06


เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รวม ดร.รสสุคนธ์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และความงาม

บทความสุขภาพ ความสวย ความงาม เครื่องสำอาง น้ำเอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ บ้านรักษ์สุขภาพ
เอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อชีวิต
ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์  เรียบเรียงโดย ปุญโญ มีบรรจง

สำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ หรือเอนไซม์เพื่อการบริโภคนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล น้ำสมอดอง ถือเป็นน้ำอมตะ และยาอายุวัฒนะแห่งการรักษาชีวิต หากจะแปลความจากการวิเคราะห์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ น้ำหมักชีวภาพ หรือเอนไซม์ ก็คือ น้ำบูดมูตรเน่า เถ้าดอง ที่มีอยู่ในพระไตรปิฏก ถ้าในปัจจุบัน ก็จะเป็นน้ำหมักจากผลไม้ หรือ น้ำส้มหมัก หรือ น้ำส้มไซเดอร์ ก็ได้

สารอินทรีย์ที่ได้จากการหมักนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์แก่มวลมนุษยชาติมานานนับพันปี


ซึ่งตลอดเวลาของการค้นคว้าคณะสงฆ์เครือข่ายภาคอีสาน และชมรมบ้านสุขภาพ ได้ร่วมศึกษาและค้นคว้าพืชผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ นานาชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทย

พบว่า การนำ "ผัก ผลไม้มาหมักตามทฤษฎีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร เพื่อให้เกิดการซึมของน้ำหมัก จะได้สารอาหารซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย ที่ครบทั้ง 5 หมู่ " เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในสภาวะฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ

จากขบวนการหมัก สารอาหารที่ออกมานั้นอยู่ในรูปของ กรดอะมิโน จากโปรตีน พลังงานจากแป้ง วิตามินและแร่ธาตุจากผักผลไม้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสารอาหารที่ร่างกาย ต้องการในระดับต่างๆ กัน

ในน้ำหมักชีวภาพก็จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่หลากหลาย เช่น จุลินทรีย์ กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ

ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ล้วนได้มาจากกระบวนการหมักซึ่งเป็นขั้นตอนหลักของการได้มาซึ่งน้ำหมักชีวภาพ สารสำคัญที่เกิดขึ้นนี้บางตัวก็จัดได้ว่าเป็นสารที่มีคุณประโยชน์ต่อการบริโภคกล่าวคือ เมื่อกินเข้าไปแล้วเป็นผลดีต่อร่างกาย เช่น จุลินทรีย์แลคติก (ที่มีในนมเปรี้ยว โยเกิรต์) กรดอะมิโน กรดแลคติก และสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

เอนไซม์ คือ โปรตีนที่คัดหลั่งมาจากเซลล์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น ๆ โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกง่าย ๆ เป็นตัวช่วยในการย่อย หรือเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย นั่งเอง

ชื่อเอนไซม์ ถูกเสนอโดยนักสรีรวิทยาชาวเยอรมันในปี 1867 มาจากกลุ่มคำศัพท์ “Enzyme” เป็นคำเรียกสารที่มีโปรตีนและวิตามินอยู่ร่วมกัน และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อย กระนั้นเอนไซม์ยัง
จำแนกได้อีก 700 กว่าชนิด

การหมักน้ำเอนไซม์ มีกระบวนการทางเคมีทางทฤษฏีของการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาล จากผลไม้เป็นกรดน้ำส้ม สูตรทางเคมีคือ CH3COOH เมื่อละลายน้ำแล้วน้ำส้มสายชูก็จะสลายตัวเป็นโอโซน

ซึ่ง O3 ก็คือ โอโซน มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค และทำให้อากาศมีปริมาณออกซิเจนเพิ่มขึ้น ช่วยลดมลพิษของบรรยากาศ**** (ซึ่งจะกล่าวไว้ในหนังสือจุดประกายฝัน)

ดังนั้น เอนไซม์ คือ สารที่เกิดจากขบวนการแตกตัวสารอาหารด้วยขบวนการ IONIC DISCHARGE ซึ่งเป็นการได้รับสารอาหารในรูปของอิออนบวกและลบ ทำให้เกิดการสลายอนุมูลอิสระในร่างกาย ให้เกิดเป็นอนุมูลธาตุ ซึ่งช่วยทำให้เซลล์และระบบเคมีในร่างกายเกิดสภาวะสมดุลจนเกิดอาการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสื่อมไปได้อย่างรวดเร็ว

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ



18 กันยายน 2554


ประโยชน์ของหอมใหญ่ ในน้ำผักปั่น

หัวหอม หรือ หอมใหญ่ เป็นผัก ที่มีสารอาหารสูง เช่น
  • วิตามิน B1 สูง
  • วิตามิน B2 สูง ที่ช่วยบรรเทาความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของกล้ามเนื้อ เสริมสร้างสุขภาพ และความงามของผิวพรรณ เล็บ และผม 
  • เพิ่มการเผาผลาญอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และกระตุ้นการสร้างเซลล์ในร่างกาย (ไม่ต้องสงสัยทำไมทานน้ำผักปั่นแล้วน้ำหนักลดจริง)
  • ช่วยทำให้ดวงตาสดใส (ฟื้นฟูเซลล์ประสาทตา)
  • เสริมสร้างเซลล์ และระบบประสาทให้แข็งแรง
  • วิตามิน C สูง
คุณประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทานหอมใหญ่

  1. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
  2. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยไร้ริ้วรอย
  3. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร
  4. ช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด
  5. ช่วยลดความดันโลหิต ส่งผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
  6. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
  7. ช่วยขับเสมหะ ขับปัสสาวะ
  8. ช่วยเผาผลาญอาหาร เหมาะใช้ลดความอ้วน
  9. ป้องกันการเกิดโรคหวัด
  10. บรรเทาอาการตะคริว เหน็บชาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  11. ทำให้จิตใจแจ่มใส่ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล
  12. ช่วยบำรุงความงาม ผิวพรรณ ผม ขน เล็บ กระดูก
  13. ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศ รักษาสมรรถภาพทางเพศดี และไม่แก่ก่อนวัย
  14. ทำให้นอนหลับสบาย หลับสนิทนานขึ้น
  15. บรรเทาปัญหาผิวพรรณได้ เช่น สิว ฝ้า จุดด่างดำ
  16. บรรเทาอาการคลื่นเหียนอาเจียน
เห็นไหมค่ะ ประโยชน์มากมาย ดังนั้น หันมาดื่มน้ำผักปั่น เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีวันนี้ คงเองก็ทำได้ค่ะ


อาหารฟื้นฟู และอาหารต้องห้ามของชมรมบ้านสุขภาพ

จากการเก็บข้อมูลของผู้เข้ารับการบำบัด ณ ชมรมบ้านสุขภาพนั้น ทำให้เราพบว่า

โรคที่คุกคามคนไทยเป็นจำนวนมาก ก็คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับ 
" ไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง" 

ทำให้มีคำถามต่าง ๆ มากมายที่มักจะถามเสมอว่า ในเมื่อขบวนการบำบัดในแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้นงดใช้ยา และนำอาหารมาใช้ทดแทน อาหารชนิดใดที่จะทานได้ และอาหารชนิดใดที่เป็นของต้องห้าม

ดังนั้นทางชมรมบ้านสุขภาพจึงได้รวบรวมอาหารต้องห้าม และ อาหารฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง ดังนี้

อาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง
  • ของดอง 
  • ชะเอม 
  • ชะพลู 
  • ใบยอ 
  • ชุงฉ่าย 
  • ผักโขม 
  • สะเดา 
  • ไชเท้า 
  • ขี้เหล็ก ใบขี้เหล็ก ใบขี้เหล็กหวาน 
  • ใบมะม่วงหิมพานต์ 
  • สะตอ 
  • ลูกเนียง 
  • กระถิน 
  • ชะอม 
  • หน่อไม้ 
  • คะน้า 
  • แตงกวา 
  • กระหล่ำปลี 
  • กระหล่ำดอก 
  • หัวปลี 
  • ใบกุยช่าย 
  • บล็อคโคลี่ 
  • มะละกอดิบ 
  • ฟักทอง 
  • งาดำ (ร้อนทำให้ท้องอืด) 
  • ข้าวโพด (มีไขมันมาก มีไขมันที่ย่อยไม่หมด ทำให้เลือดข้น) 
  • ถั่วลิสง 
  • เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 
  • แครอท 
  • อัลมอนด์ 
  • ถั่วเน่า 
  • เต้าเจี้ยว 
  • ซีอิ๊ว เกลือ กะปิ 
  • สาหร่ายทะเล 
  • กะทิ 
  • เผือก (มีแก๊สมาก) 
  • ลูกกะ 
  • อาหารทะเลทุกชนิด 
  • น้ำตาลกรวด 
  • มะม่วง 
  • ฝรั่ง (ทำให้ปวด) 
  • มะพร้าวอ่อน 
  • ทุเรียน 
  • ละมุด 
  • ลำไย 
  • ขนุน 
  • แตงโม 
  • นมข้น 
  • สัปปะรด 
  • คอฟฟี่เมท 
  • แป้งสาคู 
  • แป้งเปียก 
  • ข้าวเหนียว 
  • น้ำตาลทราย 
  • ขนมจีน 
  • อาหารขัดผิว 
  • ก๋วยเตี๋ยว
  • แกงป่า แกงส้ม แกงอ่อม 
  • มันสำปะหลังและใบ (มีไซยานิคแอซิด) 
  • ผักกระโดน 
  • กุ้งแห้ง 
  • ส้มตำ 
  • ทอฟฟี่ 
  • ไอศกรีม เนย ชีส 
  • ขนมเค็ก คุกกี้ 
  • เนื้อหมู 
  • เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก 
  • เครื่องในทุกชนิด 
  • อาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ชา กาแฟ 
  • เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ รังนก
อาหารต้องห้ามเหล่านี้ หากร่างกายไม่แข็งแรง การขับของเสียหรือสารบ้างอย่างออกจากร่างกายได้ไหม่สมบุรณ์จะทำให้เกิดการสะสม และสารอาหารบ้างอย่างในอาหารต้องห้ามเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงก่อให้เกิดกระบวนการไปขัดขวางการฟื้นฟูและรักษาสุขภาพ

อาหารฟื้นฟู ไต ตับ ลำไส้ มะเร็ง 
  • ลูกเกด (โรคมะเร็งงด) 
  • ขนมปังโฮลวีท (งดผงฟู) 
  • ผักบุ้ง มะระ (กินสดใช้น้ำส้มสายชูหรือ เอนไซม์ล้าง) 
  • บวบ ( สามอย่างนึ่งโรยด้วยพริกไทย) 
  • ลูกเดือยข้าวเจ้า (ดูดซึมเร็ว) 
  • ผักหวาน ผักกาดขาว ผักกาดเขียว
  • ตำลึง กวางตุ้ง ฟักเขียว หน่อไม้ฝรั่ง 
  • ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามอ่อน 
  • กระเทียม หอมใหญ่ 
  • เต้าหู้ขาว 
  • ต้นกระเทียม 
  • ยอดฟักทอง ดอกไม้จีน 
  • โปรตีนเกษตร 
  • วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้ 
  • ดอกแค ยอดแค เห็ดทุกชนิด 
  • เห็ดหูหนูขาว-ดำ 
  • อ่อมแซบ 
  • ยอดมะยม 
  • ใบทองหลาง 
  • มะตูมสุก 
  • มะขวิด มันเทศ 
  • เก๋ากี้ เก็กฮวย 
  • ยอดผักบุ้ง + กระเจี๊ยบเขียว (ใช้ย่าง แก้โรคพยาธิ) 
  • ลูกพลับสด (ให้พลังงาน) 
  • พุทราจีน เม็ดบัว 
  • ถั่วดำ เมล็ดทานตะวัน 
  • ใบกระทกรก (ทำซุปผักได้ดี ดีสำหรับคนเป็นหวัด) 
  • ถั่วพร้า (สร้างภูมิคุ้มกัน) 
  • มะเขือพะวง ระกำ 
  • อี่หร่ำ – อีชึก (ลวก) 
  • ผักพาย (กินสด) 
  • เกาลัด ( สารดูดซึมน้ำตาลมีไขมันน้อย) 
  • รากบัว มันแกว กล้วยต้ม 
  • มังคุด 
  • แอปเปิ้ล ( ให้พลังงานสูงมาก) 
  • เม็ดฝักบัวสด ( 1 เม็ด = ข้าว 1 กำมือ) 
  • ผักโสม ใบหมุ่ย 
  • องุ่น ( ขับปัสสาวะป้องกันนิ่วในไต) 
  • น้ำองุ่นสดปั่น (จะทำความสะอาดตับ-ไต กินประมาณ 2 อาทิตย์) 
  • ใบบัวบกอินเดีย มะแว้งต้น 
  • ผักคาวตอง (มีแคลเซียมมาก โรคโลหิตจางควรกิน) 
  • ใบมันปู
อาหารฟื้นฟูที่แนะนำนี้ สำหรับบ้างโรคจะเป็นอาหารต้องห้ามได้ ดังนั้น ควรอ่าน และศึกษาได้ดีก่อนนำไปปฏิบัติ...

24 ตุลาคม 2554


อาหารฟื้นฟู และอาหารต้องห้ามของชมรมบ้านสุขภาพ

จากการเก็บข้อมูลของผู้เข้ารับการบำบัด ณ ชมรมบ้านสุขภาพนั้น ทำให้เราพบว่า

โรคที่คุกคามคนไทยเป็นจำนวนมาก ก็คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับ 
" ไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง" 

ทำให้มีคำถามต่าง ๆ มากมายที่มักจะถามเสมอว่า ในเมื่อขบวนการบำบัดในแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้นงดใช้ยา และนำอาหารมาใช้ทดแทน อาหารชนิดใดที่จะทานได้ และอาหารชนิดใดที่เป็นของต้องห้าม

ดังนั้นทางชมรมบ้านสุขภาพจึงได้รวบรวมอาหารต้องห้าม และ อาหารฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง ดังนี้

อาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง
  • ของดอง 
  • ชะเอม 
  • ชะพลู 
  • ใบยอ 
  • ชุงฉ่าย 
  • ผักโขม 
  • สะเดา 
  • ไชเท้า 
  • ขี้เหล็ก ใบขี้เหล็ก ใบขี้เหล็กหวาน 
  • ใบมะม่วงหิมพานต์ 
  • สะตอ 
  • ลูกเนียง 
  • กระถิน 
  • ชะอม 
  • หน่อไม้ 
  • คะน้า 
  • แตงกวา 
  • กระหล่ำปลี 
  • กระหล่ำดอก 
  • หัวปลี 
  • ใบกุยช่าย 
  • บล็อคโคลี่ 
  • มะละกอดิบ 
  • ฟักทอง 
  • งาดำ (ร้อนทำให้ท้องอืด) 
  • ข้าวโพด (มีไขมันมาก มีไขมันที่ย่อยไม่หมด ทำให้เลือดข้น) 
  • ถั่วลิสง 
  • เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 
  • แครอท 
  • อัลมอนด์ 
  • ถั่วเน่า 
  • เต้าเจี้ยว 
  • ซีอิ๊ว เกลือ กะปิ 
  • สาหร่ายทะเล 
  • กะทิ 
  • เผือก (มีแก๊สมาก) 
  • ลูกกะ 
  • อาหารทะเลทุกชนิด 
  • น้ำตาลกรวด 
  • มะม่วง 
  • ฝรั่ง (ทำให้ปวด) 
  • มะพร้าวอ่อน 
  • ทุเรียน 
  • ละมุด 
  • ลำไย 
  • ขนุน 
  • แตงโม 
  • นมข้น 
  • สัปปะรด 
  • คอฟฟี่เมท 
  • แป้งสาคู 
  • แป้งเปียก 
  • ข้าวเหนียว 
  • น้ำตาลทราย 
  • ขนมจีน 
  • อาหารขัดผิว 
  • ก๋วยเตี๋ยว
  • แกงป่า แกงส้ม แกงอ่อม 
  • มันสำปะหลังและใบ (มีไซยานิคแอซิด) 
  • ผักกระโดน 
  • กุ้งแห้ง 
  • ส้มตำ 
  • ทอฟฟี่ 
  • ไอศกรีม เนย ชีส 
  • ขนมเค็ก คุกกี้ 
  • เนื้อหมู 
  • เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก 
  • เครื่องในทุกชนิด 
  • อาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ชา กาแฟ 
  • เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ รังนก
อาหารต้องห้ามเหล่านี้ หากร่างกายไม่แข็งแรง การขับของเสียหรือสารบ้างอย่างออกจากร่างกายได้ไหม่สมบุรณ์จะทำให้เกิดการสะสม และสารอาหารบ้างอย่างในอาหารต้องห้ามเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงก่อให้เกิดกระบวนการไปขัดขวางการฟื้นฟูและรักษาสุขภาพ

อาหารฟื้นฟู ไต ตับ ลำไส้ มะเร็ง 
  • ลูกเกด (โรคมะเร็งงด) 
  • ขนมปังโฮลวีท (งดผงฟู) 
  • ผักบุ้ง มะระ (กินสดใช้น้ำส้มสายชูหรือ เอนไซม์ล้าง) 
  • บวบ ( สามอย่างนึ่งโรยด้วยพริกไทย) 
  • ลูกเดือยข้าวเจ้า (ดูดซึมเร็ว) 
  • ผักหวาน ผักกาดขาว ผักกาดเขียว
  • ตำลึง กวางตุ้ง ฟักเขียว หน่อไม้ฝรั่ง 
  • ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามอ่อน 
  • กระเทียม หอมใหญ่ 
  • เต้าหู้ขาว 
  • ต้นกระเทียม 
  • ยอดฟักทอง ดอกไม้จีน 
  • โปรตีนเกษตร 
  • วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้ 
  • ดอกแค ยอดแค เห็ดทุกชนิด 
  • เห็ดหูหนูขาว-ดำ 
  • อ่อมแซบ 
  • ยอดมะยม 
  • ใบทองหลาง 
  • มะตูมสุก 
  • มะขวิด มันเทศ 
  • เก๋ากี้ เก็กฮวย 
  • ยอดผักบุ้ง + กระเจี๊ยบเขียว (ใช้ย่าง แก้โรคพยาธิ) 
  • ลูกพลับสด (ให้พลังงาน) 
  • พุทราจีน เม็ดบัว 
  • ถั่วดำ เมล็ดทานตะวัน 
  • ใบกระทกรก (ทำซุปผักได้ดี ดีสำหรับคนเป็นหวัด) 
  • ถั่วพร้า (สร้างภูมิคุ้มกัน) 
  • มะเขือพะวง ระกำ 
  • อี่หร่ำ – อีชึก (ลวก) 
  • ผักพาย (กินสด) 
  • เกาลัด ( สารดูดซึมน้ำตาลมีไขมันน้อย) 
  • รากบัว มันแกว กล้วยต้ม 
  • มังคุด 
  • แอปเปิ้ล ( ให้พลังงานสูงมาก) 
  • เม็ดฝักบัวสด ( 1 เม็ด = ข้าว 1 กำมือ) 
  • ผักโสม ใบหมุ่ย 
  • องุ่น ( ขับปัสสาวะป้องกันนิ่วในไต) 
  • น้ำองุ่นสดปั่น (จะทำความสะอาดตับ-ไต กินประมาณ 2 อาทิตย์) 
  • ใบบัวบกอินเดีย มะแว้งต้น 
  • ผักคาวตอง (มีแคลเซียมมาก โรคโลหิตจางควรกิน) 
  • ใบมันปู
อาหารฟื้นฟูที่แนะนำนี้ สำหรับบ้างโรคจะเป็นอาหารต้องห้ามได้ ดังนั้น ควรอ่าน และศึกษาได้ดีก่อนนำไปปฏิบัติ...

บทบัญยัติ 10 ประการ เพื่อสุขภาพ

บทปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อสุขภาพ ของชมรมบ้านสุขภาพ
  • ตื่นนอน 04.00 น. เข้าห้องน้ำ
  • ดื่มน้ำผสมเอนไซม์ ทันทีที่ตื่นนอน 500 ซีซี และทุก ๆ ชั่วโมง
  • ดื่มน้ำโหระพา 250 ซีซี ก่อนอาหารทุกมื้อ
  • ดื่มน้ำข้าวผง/น้ำข้าวกล้อง 250 ซีซี 3 มื้อ
  • ออกกำลังกายตอนเช้า 5.30 - 6.00 น.
  • กินอาหารไร้สารพิษเช้า 7.00 น. กลางวัน 11.30 น. และเย็น 17.30 น.
  • ทยอยดื่มน้ำผักปั่นทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
  • ทำสมาธิ และเข้านอนไม่เกิน 21.00 น.
  • ถ่ายอุจจาระตอนเช้าไม่เกิน 6.30 น.
  • อยู่ในที่อากาศสะอาด
หมายเหตุ
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก

หรือถ้าจะให้ง่าย ๆ จริง ๆ ไม่ยุ่งยาก ได้ทั้งเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิด และสารอาหารต่าง ๆ ในโมเลกุลที่เล็กมากสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันที คุณก็สามารถหาซื้อดื่มได้ง่าย ๆ คือ เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด
-----------------------------------------------
บ้านคนรักสุนทราภรณ์ 
 

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรผลไม้ชนิดต่างๆ 05


เพื่อนเรียนรู้ : ย่านาง

องดี บ้านเฮา...ชาวอีสาน...จากภูมิปัญญาชาวบ้าน...ช่วยต้านโรคได้หลาย...เด้อ!!
   วันนี้มาลองอ่านบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรแบบชาวบ้าน...ดูนะคะเผื่อได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพร่างกายของเราบ้าง.....ใครอยากห่างไกลยา และห่างไกลหมอ....เชิญทางนี้เลยค่ะ....
ย่านางเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยามาตั้งแต่โบราณหมอยาโบราณภาคอีสาน เรียกชื่อยาของย่านางว่า “หมื่นปีไม่แก่”    พบความมหัศจรรย์ของย่านางครั้งแรก เมื่อคุณแม่ของเขาคนหนึ่งตกเลือดจากมดลูกอย่างรุนแรง หลังจากที่เขาตัดสินใจใช้ย่านาง เป็นสมุนไพรหลักในการบำบัดอาการของคุณแม่ก็ทุเลาอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน เลือดหยุดไหล เมื่อใช้ย่านางอีกบำบัดต่อเนื่องอีก 3 เดือนต่อมา มดลูกที่โต 16 เซนติเมตรก็ยุบลงเหลือเท่าขนาดปกติ คือเท่าผลชมพู่ ผิวมดลูกที่ขรุขระเหมือนหนังคางคกก็หายไป อาการตกขาวก็หายไปด้วย

ต่อมาเขาทดลองใช้ย่านางกับผู้ป่วยมะเร็งตับ ผู้ป่วยก็อาการดีขึ้น เมื่อครบ 3 เดือนไปตรวจอัลตราซาวด์ พบว่ามะเร็งฝ่อลง จากนั้นก็ทดลองกับผู้ป่วยโรคเกาต์ให้ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง 3 เดือน อาการปวดข้อก็หายไป ไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่พบโรคเกาต์ ซึ่งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน บอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ได้ทดลองกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลังจากดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตได้ หลังจากนั้นเขาได้ข้อมูลจากคนแก่อายุ 77 ปีคนหนึ่งที่ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่องกัน 1 เดือน พบว่าผมที่เคยขาวกลับเปลี่ยนเป็นสีเทา และมีสีดำแซม ลูกสาวของคนแก่ดังกล่าวเป็นเชื้อราทำลายเล็บ รักษาด้วยการทาและกินยาแผนปัจจุบันไม่หาย พอดื่มน้ำย่านางได้ 10 วัน ก็ทุเลาอย่างรวดเร็ว

เขาได้ทดลองให้น้ำย่านางกับผู้ป่วยอีกหลายโรคหลายอาการไม่ว่าเป็นอาการไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตุ่มผื่นคัน และอาการอื่นๆ ก็พบว่าอาการทุเลาอย่างรวดเร็ว เขาได้ข้อมูลจากผู้ป่วยหลายคนที่นำย่านางไปใช้บำบัดรักษาโรคพบว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายที่รักษายาก หรือโรคที่รักษาง่ายหลายโรคหลายอาการย่านางสามารถบำบัดรักษาให้ทุเลาเบาบางหรือหายได้  ดังนั้น เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับย่านาง เผื่อว่าย่านางอาจจะเป็นส่วนที่ช่วยบำบัด บรรเทาทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บของญาติพี่น้องของเพื่อนร่วมโลกได้บ้าง

ประสบการณ์การใช้ตามแนวธรรมชาติ 
จากประสบการณ์คนที่ได้ใช้ใบย่านางกับผู้ป่วยพบว่า ใบย่านางมีฤทธิ์เย็น จึงใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน พบว่าใบย่านางเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในการป้องกันคุ้มครองรักษา และฟื้นฟูเซลล์ร่างกายของคนในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จะมีภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป อันเนื่องมาจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเครียดสูง มักถูกบีบคั้น กดดันจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ให้ต้องแก่งแย่งแข่งขัน เร่งรีบ เร่งร้อน สิ่งแวดล้อมถูกทำลายก็มีมลพิษมากขึ้น ต้นไม้ที่ให้ออกซิเจน ร่มเย็น ให้ความชุ่มชื้นก็ถูกทำลายจนเหลือน้อย โลกจึงร้อนขึ้น อาหารและเครื่องดื่มปนเปื้อนสารเคมีมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเริ่มผลิตทางการเกษตร ที่ใช้สารเคมีกันอย่างมากมายจนถึงการปรุงอาหาร ผู้คนอยู่กับเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยหลัก ที่ทำให้คนเจ็บป่วยด้วยภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป

สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับเมื่อ 30-50 ปีที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความเครียด วิถีชีวิตเรียบง่าย สงบ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนคนยุคนี้ สิ่งแวดล้อมมีมลพิษน้อย ป่าไม้ก็มีมาก แม่น้ำลำธารใสสะอาด อาหารการกินไม่มีสารเคมีเจือปน ตั้งแต่กระบวนการผลิตทางการเกษตร จนถึงกระบวนการปรุงอาหารก็ไร้สารพิษ ปรุงแต่งน้อย รสไม่จัดจ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ค่อยมี ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนั้น จึงมักมีภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินไป
อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป ซึ่งสามารถใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาได้ มีดังต่อไปนี้
1.     ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว ขี้ตาข้น เหนียว หรือไม่ค่อยมีขี้ตา
2.     มีสิว ฝ้า
3.     มีตุ่ม แผล ออกร้อนในช่องปาก เหงือกอักเสบ
4.     นอนกรน ปากคอแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
5.     ผมหงอกก่อนวัย รูขุมขน ขยายโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก คอ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง
6.     ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว
7.     มีเส้นเลือดขอดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนัง มีรอยจ้ำเขียว  คล้ำ
8.    ปวดบวมแดงร้อนตามร่างกายหรือตามข้อ
9.    กล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดเจ็บ เป็นตะคริวบ่อยๆ
10.  ผิวหนังผิดปกติคล้ายรอยไหม้ เกิดฝีหนอง น้ำเหลืองเสียตามร่างกาย
11.  ตกกระสีน้ำตาลหรือสีดำตามร่างกาย
12.  ท้องผูก อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายขี้แพะ บางครั้ง มีท้องเสียแทรก
13.  ปัสสาวะมีปริมาณน้อย สีเข้ม ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ถ้าเป็นมากๆ จะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ หรือมีเลือดปนออกมาด้วย มักมีปัสสาวะช่วงเที่ยงคืนถึงตี 2 (คนที่ร่างกายปกติ สมดุล จะไม่ตื่นปัสสาวะกลางดึก)
14.   ออกร้อนท้อง แสบท้อง บางครังมีอาการ ท้องอืดร่วมด้วย
15.   มีผื่นที่ผิวหนัง ปื้นแดงคัน หรือมีตุ่มใสคัน
16.   เป็นเริม งูสวัด
17.   หายใจร้อน เสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว บางทีเสมหะพันคอ
18.   โดยสารยานยนต์ มักอ่อนเพลียและหลับขณะเดินทาง
19.   เลือดกำเดาออก
20.   มักง่วงนอน หลังกินข้าวอิ่มใหม่ๆ
21.   เป็นมากจะยกแขนขึ้นไม่สุด ไหล่ติด
22.   เล็บมือ เล็บเท้า ขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย มีสีน้ำตาลหรือดำคล้ำ อักเสบ บวมแดงที่โคนเล็บ
23.   หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน บ้านหมุน คลื่นไส้ มักแสดงอาการเมื่ออยู่ในที่อับ หรืออากาศร้อนหรือเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกิน หรือทำงานเกินกำลัง
24.   เจ็บเหมือนมีเข็มแทงหรือไฟช็อต หรือร้อนเหมือนไฟเผา
25.   อ่อนล้า อ่อนเพลีย แม้นอนพักก็ไม่หาย
26.   รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก
27.   เจ็บปลายลิ้น แสดงว่าหัวใจร้อนมากถ้าเป็นมากจะเจ็บแปลบที่หน้าอก และอาจร้าวไปที่แขน
28.   เจ็บคอ เสียงแหบ คอแห้ง
29.   หิวมาก หิวบ่อย หูอื้อ ตาลาย ลมออกหู หูตึง
30.   ส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า  ออกร้อน บางครั้งเหมือนไฟช็อต
31.   เกร็ง ชัก
32.   โรคที่เกิดจากสมดุลแบบร้อนเกินไป ได้แก่ โรคหัวใจ เป็นหวัดร้อน ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวาย นิ่วไต นิ่วกระเพาะปัสสาวะ นิ่วถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต โรคเกาต์ ความดันสูง เบาหวาน เนื้องอก มะเร็ง พิษของแมลงสัตว์กัดต่อย

วิธีใช้
ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกินไป ดังนี้
1.   เด็กใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว (200-600 ซีซี.)
2.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
3.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
4.   ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วนถึงตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น  (แต่การปั่นในเครื่องใช้ไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำงายความเย็นของใบย่านาง) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ ½-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำเปล่า ในอุณหภูมิห้องปกติ ควรดื่มภายใน 4 ชั่วโมง หลังจากทำน้ำใบย่านาง เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม จะทำให้เกิด ภาวะร้อนเกินไป แต่ถ้าแช่ในน้ำแข็งหรือตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตที่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเป็นหลัก
5.   การทำน้ำย่านางอาจผสมน้ำมะพร้าว หรือน้ำเล็กน้อย เพื่อผลทางยาหรือช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น
6.   บางคนเป็นโรคหรือมีอาการหนักมาก บางครั้งย่านางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทุเลาได้ ให้ใช้พืชฤทธิ์เย็นที่นำมาช่วยเสริม โดยนำมาขยี้ โขลกหรือปั่นรวมกับย่านาง พืชฤทธิ์เย็นที่นำมาเสริมฤทธิ์ย่านางที่มีประสิทธิภาพดีได้แก่ ใบอ่อมแซ่บ 1 กำมือ ใบเตย 1-3 ใบ ผักบุ้ง 5-10 ต้น บัวบก 1 กำมือ เสลดพังพอนตัวเมีย 5-10 ยอด (1 ยอด ยาว 1 คืบ) ใบตำลึงแก่ 1 กำมือ หญ้าปักกิ่ง 1-3 ต้น ว่านกาบหอย 3-5 ใบ เป็นต้น โดยนำมาเสริมเท่าที่จะหาได้ พืชชนิดใดที่หาไม่ได้ก็ไม่ต้องใช้  และถ้าพืชชนิดใดไม่ถูกกับผู้ที่จะดื่มก็ไม่ต้องมาผสม อาการของพืชที่ไม่ถูกกับร่างกาย คือ เมื่อรับประทานหรือสัมผัสพืชนั้นจะระคายคอ หรือมีอาการไม่สบายบางอย่าง พอผสมกันหลายอย่าง ก็รับประทานได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ แต่บางคนแม้ผสมกันหลายอย่าง ก็ยังแสดงอาการผิดปกติอยู่ ก็ให้งดใช้พืชชนิดนั้นเสีย
7.   บางคนไม่ชินกับการรับประทานสด ก็สามารถผ่านไฟอุ่นหรือเดือดได้ไม่เกิน 5 นาที โดยตรวจสอบร่างกายของตนเองว่า ระหว่างรับประทานสดกับผ่านไฟ อย่างไหนรู้สึกสดชื่น สบายหรืออาการทุเลาได้มากกว่าก็ใช้วิธีนั้น
8.   คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ให้ดื่มน้ำย่านางหรือสมุนไพรรวมฤทธิ์เย็นกับกล้วยดิบและขมิ้น โดยใช้กล้วยดิบทั้งเปลือก 1 ลูก แบ่งเป็น 3 ส่วน เท่าๆ กัน นำกล้วยดิบและขมิ้นอย่างละ 1 ชิ้น (ต่อครั้ง) โขลกให้ละเอียด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืน พร้อมดื่มน้ำย่านาง หรือสมุนไพรรวมฤทธิ์เย็น วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่ถ้ามีอาการออกร้อนท้องร่วมด้วยให้งดขมิ้น สำหรับกล้วยดิบ หรือขมิ้นอาจใช้เป็นลูกกลอกหรือแคปซูลก็ได้ ใช้กล้วยดิบครั้งละ 3-5 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร ส่วนขมิ้นใช้ครั้งละ 1-3 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร
9.   สำหรับคนที่มีอาการท้องเสีย ให้ใช้ย่านางปริมาณที่เหมาะสมกับบุคคลดังที่นำเสนอข้างต้น ขยี้กับใบฝรั่งแก่ 3-5 ใบ หรือใบทับทิมครครึ่ง – 1 กำมือ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว ดื่มก่อนอาหาร ครั้งละครึ่ง – 1 แก้ว หรือดื่มบ่อยจนกว่าจะหายท้องเสีย ย่านางสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องเสีย อีกสูตรหนึ่งที่ได้ผลดีมากคือ ดื่มน้ำย่านาง หรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ควบคู่กับสมุนไพรต้ม คือเอาเปลือกสะเดา (ส่วนที่มีรสฝาดขมกึ่งกลางระหว่างเปลือกแข็งนอกสุดและแก่น) ยาว 1 คืบของผู้ป่วย กว้าง 1-2 เซนติเมตร เปลือกมังคุดสดหรือตากแห้ง 1-3 ลูก ใบฝรั่งแก่ 3-5 ใบ ทั้งสามอย่าง รวมกัน ต้มใส่น้ำ 3-5 แก้ว เดือด 5-10 นาที แล้วผสมน้ำตาล 3-5 ช้อนโต๊ะ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือจิบเรื่อยๆ จนกว่าอาการท้องเสียจะหาย
10.   การใช้น้ำย่านางกับภายนอกร่างกาย
             10.1   ใช้น้ำย่านางหรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นเจือจางกับน้ำเปล่าใช้เช็ดตัวลดไข้ได้อย่างดี หรือใช้ผ้าชุบวางบริเวณที่ปวดออกร้อน ช่วยลดความร้อนของร่างกายและผิวหนัง
             10.2   ผสมน้ำยาสระผม ใช้สระผมได้อย่างดี ช่วยให้ศรีษะเย็น ผมดกดำหรือชะลอผมหงอก
             10.3   ใช้ย่านางหรือน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ผสมดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากให้เหลวพอประมาณ ทาสิว ฝ้า ตุ่ม ผื่น คัน พอกฝีหนัง จะช่วยถอนพิษและแก้อักเสบได้
11.   การประเมินว่า ปริมาณหรือความเข้มข้นพอเหมาะที่จะดื่มหรือไม่
             11.1   ขณะที่ดื่มเข้าไป จะกลืนง่ายไม่ฝืดฝืน ไม่ระคายคอ
             11.2   อาการไม่สบายทุเลาลง ปากคอชุ่ม ร่างกายสดชื่น
             11.3   ถ้าดื่มน้อยไป อาการก็ไม่ทุเลา ถ้าดื่มมากไปก็จะเกิดอาการไม่สบายบางอย่าง หรือในขณะดื่มจะรู้สึกได้ว่าร่างกายจะมีสภาพต้านบางอย่างเกิดขึ้น
12.   สำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้รับประทานผักสด ร่างกายก็จะขาดวิตามินและคลอโรฟิล ในใบย่านางมีวิตามิน คลอโรฟิลคุณภาพดี มีพลังสด พลังชีวิตประสิทธิภาพสูง ในการปกป้อง คุ้มครองและฟื้นฟูเซลล์ของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

หมายเหตุ
1. หลายครั้งที่การดื่มสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ก็ควรจะทำอย่างอื่นเสริมในการปรับสมดุลร้อนหรือเย็นของร่างกายด้วย จะทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพยิ่งขึ้น เช่น การปรับสมดุลด้านอิทธิบาท อารมณ์ อาหาร การออกกำลังกาย อากาศ เอนกายและเอาพิษออก ซึ่งรายละเอียดของการปรับสมดุลร้อน-เย็น ไม่สมดุล โดยใจเพชร มีทรัพย์ (หมอเขียว)
2. ถ้าไม่มีย่านางหรือร่างกายไม่ถูกกับย่านาง ก็สามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นตัวอื่น ๆ แทนได้

ตัวอย่าง ประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ใช้ใบย่านางแก้ไขปัญหาสุขภาพ จนมีผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาเบาบางลง
1.   นางครั่ง มีทรัพย์ อายุ 53 ปี 28 หมู่ 7 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นเนื้องอกที่มดลูก มดลูกโต ตกเลือด มึนชา ปวดตามร่างกาย ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน อาการทุเลาตามลำดับ หลังจากปฏิบัติได้ 3 เดือน อาการดังกล่าวหายไป
2.   นางสมนึก ห้องแซง อายุ 67 ปี 51/386 หมู่ 1 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เป็นมะเร็งปอด ดื่มน้ำย่านาง พร้อมปรับสมดุลร้อน-เย็น ภายใน 3 เดือนผ่านไป  อาการทุเลาลงมาก ไปทำอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนมะเร็งฝ่อลง
3.   นางทองจีน ยิ้มใส่ อายุ 45 ปี 109 หมู่ 10 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นมะเร็งตับ ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 3 เดือนผ่านไป อาการทุเลาตามลำดับลงมาก ไปทำอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนมะเร็งฝ่อลง
4.   นางผัน ถนอมบุญ อายุ 45 ปี 109 หมู่ 10 ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นมะเร็งมดลูก ดื่มน้ำย่านาพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกินได้ 2 สัปดาห์ อาการทุเลาลงมาก พอได้ 2 เดือน ไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่พบเซลล์มะเร็ง
5.   นางสาวสงัด สีน้ำเงิน อายุ 58 ปี 442 หมู่ 1 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรคหัวใจ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอกที่เต้านม ดื่มน้ำย่านางพร้อมกับปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 เดือน อาการทุเลาตามลำดับลงมาก เนื้องอกที่เต้านมยุบไป
6.   ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ของโรงพยาบาลอำนาจเจริญ จำนวน 40 คน มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกสวนส่างฝัน หลักสูตร 3 วัน มีการดื่มน้ำย่านาง กายบริหาร กินอาหารพืชผักผลไม้ไร้สารพิษโดยปรุงแต่งอาหารให้มีฤทธิ์เย็น มีการตรวจเลือดและตรวจร่างกายก่อนและหลังเข้าค่าย พบว่าผู้ป่วยมีค่าน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตลดลง สมรรถภาพร่างกายก็โปร่ง โล่ง สดชื่น
7.   ท่านสมณะเด่นธรรม ธรรมรักขิตโต อายุ 62 ปี พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ เป็นภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะทุกวันเป็นมา 10 ปี หลังดื่มน้ำย่านางแลปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 สัปดาห์ อาการไม่สบายทั้งหมดทุเลาลงมาก
8.   นายเพื่อนพืช หมื่นยุทธ์ อายุ 28 ปี พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ เหงือกอักเสบอย่างรุนแรง  และเรื้อรังมา 4 ปี จนเคี้ยวอาหารปกติไม่ได้ ถึงขั้นต้องปั่นข้าวกิน หมอนัดผ่าตัด กำลังรอคิว กินน้ำย่านางและปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกินที่ศูนย์ฝึกสวนส่างฝันได้ 10 วัน อาการทุเลาลง 80% จึงทำให้ไม่ต้องผ่าตัด
9.   นายบุญชู คงสมจิตร อายุ 78 ปี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 มีอาการอัมพฤกษ์ ลุกนั่งไม่ได้ พลิกตัวไม่ได้ กระดิกแขนขาได้เล็กน้อย แขนขาอ่อนแรง  ก่อนหน้านั้นมีอาการร้อนใน ปัสสาวาน้อยและบ่อย สีเข้ม ปัสสาวะกลางคืน 8-9 ครั้ง ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสามตาแดง ตาแห้ง ไข้ขึ้นบ่อย ท้องผูกบ่อย คอแห้ง ผิวตกกระเป็นจ้ำๆ เป็นเรื้อรังมา 5 ปี หลังจากที่กินน้ำย่านางผสมอ่อมแซบใบเตย หญ้าปักกิ่ง ว่านกาบหอย ผักบุ้ง เสลดพังพอน และบัวบก พร้อมปฏิบัติตัวแก้ภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน 1 สัปดาห์ ผ่านไป แขนขาเริ่มมีกำลัง ผ่านไป 3 สัปดาห์ ลุกนั่งเองได้ 4 สัปดาห์ สามารถลุกเดินได้ อาการไข้หายไป ไม่มีท้องผูก ปากคอชุ่ม ผิวจ้ำดำคล้ำหายไป
10.   นางสาวหล่า โมงขุนทด อายุ 67 ปี พุทธสถานสีมาอโศก 254 หมู่ 5 ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเริมและงูสวัดมา 1 เดือน กินน้ำย่านางและปฏิบัติตัวแก้ภาวะร้อนเกิน 1 สัปดาห์ อาการปวดแสบ ร้อนคันและตุ่มจากเริม งูสวัดหายไป
11.   นักเรียนสัมมาสิกขาสังฆสถานหินผาฝ้าน้ำ จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 20 คน มีอาการท้องเสียพร้อมกันจากอาหารเป็นพิษ เมื่อขยี้ใบย่านางกับใบฝรั่งแก่ในน้ำสะอาดให้ดื่ม อาการก็ทุเลาและหายไป ภายใน 1-2 วัน
12.   นายคนอง ดวงจิตต์ อายุ 15 ปี นักเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก เป็นตุ่มผื่นคันที่แขน ดื่มน้ำย่านาง และเอาน้ำย่านางผสมปูนเครี้ยวหมากทา อาการทุเลาลง วันรุ่งขึ้น ตุ่มคันยุบหายไป
13.   นางสาวเศษฝัน ดวงมณี อายุ 28 ปี ปฏิบัติการศูนย์ฝึกสวนส่างฝัน เป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลาลง วันรุ่งขึ้นก็หายเป็นปกติ
14.   ตัวผู้เขียนเองปวดท้องเฉียบพลัน เป็นประมาณ 1 ชั่วโมง พอดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลาลง และหายภายใน 5 นาที
15.   นางอัมพร ทองด้วง อายุประมาณ 40 ปี 149 หมุ่ 12 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร มีอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ เป็นมา 1 ปีเศษ รักษาที่คลินิกและโรงพยาบาลหลายแห่งก็ไม่หาย เมื่อดื่มน้ำย่านางผสมใบเตยและผักบุ้ง อาการทุเลาอย่างมากภายใน 3 วัน ดื่มต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ ก็หายขาด
16.   นางสมัย เนากำแพง อายุ 42 ปี 196 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นไตอักเสบเรื้อรังมา 5 ปี เมื่อดื่มน้ำย่านางและปฏิบัติตัว แก้ภาวะร้อนเกินได้ 7 วัน อาการทุเลาจนเป็นปกติ
17.   นายดาว เนากำแพง อายุ 45 ปี 196 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นอนกรนเป็นประจำ พอดื่มน้ำย่านางพร้อมกับรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น อาการก็หายไปภายใน 1 สัปดาห์
18.   ชาวไร่อ้อยคนหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจากตัดอ้อยจำนวนหลายไร่ มีอาการปวดชาที่แขน กินยาแผนปัจจุบันติดต่อเป็นเดือนก็ไม่ทุเลา พอดื่มน้ำย่านางอาการก็ทุเลา จนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์
19.   คุณตู่ เจ้าของร้านอานนท์ประดับยนต์ 344/1 หมู่ 5 ถนนศรีษะเกศ-ขุขันธ์ ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีษะเกษ เล็บมือผุ ถูกทำลายลุกลามไปครึ่งเล็บ ไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าเป็นเชื้อรา ให้ยามารับประทานพร้อมยาทา เป็นเวลา 16 ปี อาการก็ไม่ทุเลา จึงหยุดยาแผนปัจจุบัน ทดลองดื่มน้ำย่านางได้ 15 วันอาการเริ่มทุเลา ดื่มได้ 1 เดือน อาการดีขึ้น จนเกือบเป็นปกติ
20.   นางจำปา สุวะไกร อายุ 33 ปี 106 หมู่ 5 ตำบลคึมใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นโรคกะเพาะอาหาร-ลำไส้อักเสบ ไขมันพอกตับและตกขาวเรื้อรัง กินยาแผนปัจจุบัน อาการไม่ทุเลา เมื่อดื่มน้ำย่านาง กินหญ้าปักกิ่ง กล้วยดิบและขมิ้น และกินอาหารฤทธิ์เย็นสวนล้างลำไส้ใหญ่ อาการทุเลาภายใน 5 วัน เมื่อทำต่อเนื่องอาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น จนได้ 2 ปี ไปตรวจที่โรงพยาบาล ไม่พบไขมันพอกตับ
ยังมีกรณีตัวอย่างอีกมากมายที่ใช้ย่านางในการบำบัดรักษาสุขภาพ ซึ่งไม่สามารถนำเสนอได้หมดในที่นี้
   ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทดลองใช้ย่านาง พืชสมุนไพรมหัศจรรย์ไทย ด้วยตัวของท่านเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้ จะพอเป็นประโยชน์ต่อญาติพี่น้อง ผองเพื่อนร่วมโลกทุกๆ ท่าน

ย่านางวงศ์ MENISPERMACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels
ชื่อพื้นเมือง
ภาคกลาง        เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี
เชียงใหม่        จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง
ภาคใต้            ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ
สุราษฎร์ธานี   ยาดนาง, วันยอ
ภาคอีสาน       ย่านาง
ไม่ระบุถิ่น        เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว, เครือเขางาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น เป็นไม้เถาว์เลื้อย เกี่ยวพันไม้อื่น เป็นเถาว์กลมๆ ขนาดเล็ก แต่เหนียว มีสีเขียว เมื่อเถาว์แก่จะมีสีเข้ม บริเวณเถาว์มีข้อห่างๆ เถาอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ
ราก มีหัวใต้ดิน รากมีขนาดใหญ่
ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบพริกไทย ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย  ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ในภาคใต้ใบค่อนข้างเรียวยาวแหลมกว่า สีเขียวเข้ม หน้าและหลังใบเป็นมัน
ดอก ออกตามซอกใบ ซอกโคนก้าน จากข้อเถาว์แก่เป็นช่อยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่งๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลีอง 3-5 ดอก ออกดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ขนาดโตกว่าเมล็ดงาเล็กน้อย ต้นเพศผู้จะมีดออกสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยของต้นเพศผู้จะมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้นๆ ละเอียด ปกคลุมหนาแน่น ออกดอกช่วงเดือนเมษายน
ผลรูปร่างกลมเล็ก ขนาดเท่าผลมะแว้ง สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดง หรือสีแดงสด และกลายเป็นสีดำในที่สุด
เมล็ด เมล็ดแข็งรูปเกือกม้า
แหล่งที่พบ ย่านางเป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติ ป่าทั่วไปที่มีความชุ่มชื้น บริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่นๆ ก็มีกระจายทั่วไป
การปลูกและขยายพันธุ์
ย่านางเป็นพืชที่ขึ้นในดินทุกชนิด และปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยการใช้หัวใต้ดิน เถาว์แก่ที่ติดหัว ปักชำยอด หรือการเพาะเมล็ด เป็นไม้ที่ปลูกง่ายโดยปลูกเป็นหลุมหรือยกร่องก็ได้

ประโยชน์ทางยาสารเคมีที่สำคัญ
รากย่านางมี isoquinolone alkaloid ได้แก่ Tiliacorine, Tiliacorinine, Nortiliacorinine A, Tiliacotinine 2-N-oxde และ tiliandrine, tetraandrine, D-isochondendrine (isberberine)
การทดลองทางห้องปฏิบัติการ
จากการทดลองพบว่าสารสกัดจากรากย่านางมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียชนิด ฟัลซิพารัมในหลอดทดลอง

ใบ รสจืดขม รับประทาน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้หัว ไข้กลับซ้ำ ใช้เข้ายาเขียว ทำยาพอก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง กวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดงเถา
ราก  รสจืดขม กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้ ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้พิษ ไข้ผิดสำแดง ไข้เหนือ ไข้หัวจำพวกเหือดหัด สุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ รับประทานแก้พิษเมาเบื่อแก้เมสุรา แก้พิษภายในให้ตกสิ้น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้โรคหัวใจบวม ถอนพิษผิดสำแดง แก่ไม่ผูก ไม่ถ่าย แก้กำเดา แก้ลม
ทั้งต้น ปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ
1.   แก้ไข้
ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้งละ ½ แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา
2.   แก้ป่วง (ปวดท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)
ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ ½-1 แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย
3.   ถอนพิษเบื่อเมาในอาหาร เช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือและน้ำตาลเล็กน้อยพอดื่มง่ายให้หมดทั้งแก้ว ทำให้อาเจียนออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น
4.   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ ½ แก้ว
การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน
1.   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น
2.   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย
3.   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ

รสและคุณค่าทางโภชนาการ
ใบย่านางรสจืด
คุณค่าทางโภชนาการ ข้อมูลจากหนังสือ  Thai Food Composition Institute of Nutrition, Mahidol University (สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล) พบว่า ปริมาณสารสำคัญที่มีมากและโดดเด่นในใบย่านาง คือ ไฟเบอร์ แคลเซี่ยม เหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ

ใบย่านาง 100 กรัม ให้คุณค่าโภชนาการดังนี้
     พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่
     เส้นใย 7.9 กรัม
     แคลเซี่นม 155 มิลลิกรัม
     ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
     เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
     วิตามินเอ 30625 IU
     วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
     วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
     ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
     วิตามินซี 141 มิลลิกรัม
     หรือโปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์
     ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์
     โพแทสเซี่ยม 1.29 เปอร์เซนต์
     แคลเซี่ยม 1.42 เปอร์เซนต์
     ADF 33.7 เปอร์เซนต์
     NDF 46.8 เปอร์เซนต์
     DMD 62.0 เปอร์เซนต์
     แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์

ประโยชน์ทางอาหาร
ย่านาง มีทุกฤดูกาล ให้ยอดมากในฤดูฝน และให้ผลในฤดูแล้ง
ส่วนที่กินและการปรุงอาหาร
คนไทยนิยมใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำปรุงอาหารต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ (ย่านางสามารถต้านพิษกรดยูริกในหน่อไม้ได้) แกงอ่อม แกงเห็ด หรือขยี้ใบสดกับหมาน้อย  รับประทานถอนพิษร้อนต่างๆ

ภาคอีสาน
เถาว์และใบของย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส ใช้แต่งสีเขียวในอาหารคาว และช่วยทำให้น้ำแกงข้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารต่างๆ ดังนี้
1.   เถาว์ ใบอ่อน ใบแก่ ตำ คั้นเอาน้ำสีเขียว นำไปต้มกับหน่อไม้ ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงต้มเปรอะ เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดรสขม ของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวานอร่อย
2.   นำไปแกงกับยอดหวาย
3.   นำไปแกงกับขี้เหล็ก
4.   นำไปใส่แกงขนุน แกงผักอีลอก
5.   นำไปอ่อมและหมก
ข้อควรระวัง (ขลำ) ต้องทำให้สุก
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนอีสานไม่มีข้อห้ามในการกินหน่อไม้ในคนที่สูงอายุ ซึ่งแตกต่างจากทางภาคอื่นๆ  ที่มีข้อห้ามในการบริโภคหน่อไม้ เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเชื่อกันว่าหน่อไม้มีผลทำให้ปวดข้อ แต่คนอีสานมีวัฒนธรรมการกินหน่อไม้คู่กับย่านางเสมอ จึงไม่มีปัญหาเหมือนการกินหน่อไม้ของภาคอื่นๆ

ภาคใต้1.   ใช้ยอด ใบเพสลาด (ไม้อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง ผัด แกงกะทิ
2.   ผลสุก ใช้กินเล่น

ภาคเหนือ1.   ยอดอ่อน นำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
2.   ยอดอ่อน ใบแก่ คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นเมือง เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ
1.   น้ำสีเขียวจากใบย่านางนำไปใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย
2.   ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น กระบือ
3.   เถาว์ มีความเหนียว ใช้มัดสัมภาระได้

ตัวอย่างสูตรอาหารจากใบย่านาง   ซุบหน่อไม้
เครื่องปรุง
หน่อไม้รวกขูดเป็นเส้นฝอย   300   กรัม
ใบย่านาง         20   ใบ
น้ำคั้นจากใบย่านาง      2   ถ้วย
น้ำปลาร้าเจ         ½   ถ้วย
เกลือ            ½   ช้อนชา
ซีอิ้ว            1   ช้อนโต๊ะ
มะนาว            2-3   ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่งซอย         2   ต้น
ต้นหอมซอย         2   ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่เด็ดเป็นใบ   ½   ถ้วย
งาขาวคั่ว         1   ช้อนชา
พริกป่น         1   ช้อนชา
ข้าวเหนียว         1   ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ 
1.   นำหน่อไม่สดมาเผาไฟให้สุก ลอกกาบที่ไหม้ไฟออกและล้างให้สะอาด นำหน่อไม้มาขูดด้วยมีดหรือส้อมทำให้เป็นเส้นยาวๆ
2.   นำใบย่านางล้างให้สะอาด โขลกและนำมาคั้นกรองเอาน้ำที่ข้น 2 ถ้วย
3.   นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำสักครู่มาโขลกให้ละเอียด
4.   นำเครื่องปรุงที่เตรียมจากข้อ 1-3 ใส่ในหม้อ คนให้เข้ากันยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดสักครู่ใส่น้ำปลาร้าเจ เกลือ ซีอิ้ว ยกลงและทิ้งไว้ให้หายร้อนหรือขณะยังอุ่นอยู่

5.   ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว พริกป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยหน้าด้วยงาคั่ว ต้นหอม ผักชีฝรั่ง ใบสะระแหน่ รับประทานกับผักสด
 ............เป็นไงบ้างคะ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยคะ..? ทำให้เราห่างไกลยา และหมอได้ โดยไม่เสียตังค์...แถมชลอความชราด้วยนะคะ ทีนี้ก็...มาลองดื่มน้ำย่านางกันได้แล้ว....สำหรับผู้ที่เคยดื่มแล้วก็คงรู้แล้วว่าเยี่ยมแค่ไหน? สดชื่นอย่างไร?
ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยก็มาลองหัดดื่ม...ทีละน้อยๆก่อน..เดี๋ยวก็ชินลิ้นเอง..ลองดูนะคะ..( ที่มา..www.2how.com )
  .......ด้วยรักและห่วงใย......
ครูรัชนี เจออะไรที่ดีๆเป็นไม่ได้ ไม่วายคิดถึงและเป็นห่วงเพื่อนครูทุกท่าน จึงได้นำความรู้นี้มาฝาก..เพื่ออ่าน..เพื่อปฏิบัติต่อตนเอง
ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 
โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพร่างกายของเราที่มีคนละหนึ่งเดียวเท่านั้น!!    
.................................................................................................................................. 
  บ้านคนรักสุนทราภรณ์